ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ราคาทองคำในประเทศปรับตัวลงแตะระดับต่ำสุดที่ 63,000 บาทต่อบาททองคำ ตามทิศทางตลาดโลกที่ได้รับแรงกดดันจากปัจจัยหลายประการ อาทิ ความไม่แน่นอนของการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่ยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจน รวมถึงการประกาศตัวเลขเงินเฟ้อของสหรัฐฯ ที่พุ่งสูงถึง 4.2% เมื่อเทียบรายปี ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 3 ปี ส่งผลให้ตลาดกังวลว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด อาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมเดือนธันวาคม 2569
ปัจจัยหนุนทองคำฟื้นตัว
อย่างไรก็ตาม แม้ทองคำจะถูกมองว่าเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย แต่ดูเหมือนว่าราคาจะเริ่มฟื้นตัวหลังจากผ่านจุดต่ำสุดมาแล้ว โดยมีปัจจัยหนุนจากกระแสที่ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) อาจปรับขึ้นดอกเบี้ยเพื่อกดดันให้ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลง รวมถึงการจับตาข้อตกลงสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน และการประชุมคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของเฟด (FOMC) ในวันที่ 17 มิถุนายนนี้
บริษัท ฮั่วเซ่งเฮง จำกัด วิเคราะห์ว่า หลังจากที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ของสหรัฐฯ เปลี่ยนท่าทีประกาศยกเลิกการโจมตีอิหร่าน และยืนยันว่าทั้งสองฝ่ายบรรลุข้อตกลงสันติภาพร่วมกันแล้ว รวมถึงสั่งการให้เปิดช่องแคบฮอร์มุซโดยไม่เก็บค่าธรรมเนียม และยกเลิกการปิดล้อมทางทะเลต่อท่าเรือของอิหร่าน ทำให้นายกรัฐมนตรีเชห์บาซ ชารีฟของปากีสถานยืนยันว่าข้อตกลงสันติภาพสำเร็จแล้ว โดยพิธีลงนามจะมีขึ้นในวันศุกร์ที่ 19 มิถุนายนนี้
จับตา BOJ ขึ้นดอกเบี้ยหนุนดอลลาร์อ่อนค่า
ฮั่วเซ่งเฮงระบุว่า จากปัจจัยข้างต้น ตลาดยังต้องติดตามความคืบหน้าของการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน โดยเฉพาะในประเด็นของบันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าจะครอบคลุมหัวข้อใดบ้าง รวมถึงการเปิดใช้งานช่องแคบฮอร์มุซตามปกติ และราคาน้ำมันดิบ Brent และ WTI ที่อาจปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะช่วยให้เงินเฟ้อมีแนวโน้มลดลงในอนาคต และอาจทำให้เฟดไม่ต้องเข้มงวดด้านอัตราดอกเบี้ย หากเป็นเช่นนั้นจริง ก็จะหนุนให้ราคาทองคำปรับตัวขึ้นได้ในภายหลัง
นอกจากนี้ ในวันที่ 16 มิถุนายน 2569 ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) จะมีการประชุมพิจารณาอัตราดอกเบี้ย โดยข้อมูลจากตลาด Swap ชี้ว่านักลงทุนเพิ่มน้ำหนักโอกาสเกิน 90% ที่ BOJ จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีก 0.25% สู่ระดับ 1% ในการประชุมครั้งนี้ จากเดิมที่ 80% ในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา และยังมีความเชื่อมั่นสูงเกิน 90% ว่า BOJ จะปรับขึ้นดอกเบี้ยอีก 0.25% สู่ระดับ 1.25% ภายในเดือนธันวาคม 2569 การปรับขึ้นดอกเบี้ยของ BOJ อาจเป็นการสกัดกั้นไม่ให้ค่าเงินเยนอ่อนค่าไปมากกว่านี้ ซึ่งส่งผลให้ดอลลาร์อ่อนค่าเมื่อเทียบกับเงินเยน และเป็นปัจจัยบวกต่อทองคำในระยะสั้น
เกาะติดผลประชุม FOMC วันที่ 17 มิถุนายน
ตลาดยังคงติดตามผลการประชุมของเฟดในวันที่ 17 มิถุนายนนี้ โดย FedWatch Tool ของ CME Group คาดการณ์เกิน 95% ว่าเฟดจะคงดอกเบี้ยที่ระดับ 3.50-3.75% ในการประชุมครั้งนี้ ซึ่งก่อนหน้านี้ ประธานเฟดภูมิภาคนิวยอร์กมีความเห็นว่าราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นจากความตึงเครียดอาจทำให้เงินเฟ้อเร่งตัวขึ้น และเป็นอุปสรรคต่อการบรรลุเป้าหมายเงินเฟ้อที่ 2% ดังนั้น ในช่วงเดือนมิถุนายนถึงสิงหาคมนี้ อัตราเงินเฟ้อจะยังคงอยู่ในระดับสูง โดยดัชนีราคา PCE อาจใกล้ระดับ 4% และเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core PCE) อาจสูงกว่า 3% ซึ่งเป็นผลกระทบจากมาตรการเพิ่มภาษีนำเข้าของทรัมป์และสภาวะสงครามในตะวันออกกลาง
ตลาดพันธบัตรสหรัฐฯ อายุ 10 ปี สะท้อนความตื่นตระหนกต่อเงินเฟ้อผ่านผลการประมูลเมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2569 โดยอัตราดอกเบี้ยที่รัฐบาลต้องจ่ายจริง (High Yield) พุ่งขึ้นจาก 4.177% ในเดือนกุมภาพันธ์ สู่ระดับ 4.468% ในเดือนพฤษภาคม เพื่อชดเชยความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อ ขณะที่สัดส่วนความต้องการซื้อ (Bid-to-Cover Ratio) ขยับขึ้นเล็กน้อยจาก 2.39 เท่า มาอยู่ที่ 2.41 เท่า สะท้อนว่าเม็ดเงินเริ่มไหลกลับเข้ามาล็อกผลตอบแทนหลังจากบอนด์ยีลด์ดีดตัวขึ้น แต่คณะกรรมการเฟดยังคงกังวลเกี่ยวกับเงินเฟ้อจากราคาพลังงานที่สูง ซึ่งทำให้การประมูลพันธบัตรอายุ 10 ปี ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ เนื่องจากตลาดเรียกร้องส่วนชดเชยความเสี่ยง (Term Premium) ที่สูงขึ้นเพื่อแลกกับการถือครองหนี้ระยะยาว ปัจจัยเหล่านี้อาจกดดันให้ราคาทองคำปรับตัวลง เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยเฟดที่ทรงตัวสูงอาจหนุนให้ดอลลาร์และบอนด์ยีลด์พุ่งสูงขึ้น
ปัจจัยเสี่ยงที่อาจฉุดราคาทองคำ
ฮั่วเซ่งเฮงวิเคราะห์ทั้งปัจจัยบวกและปัจจัยเสี่ยงต่อราคาทองคำในสัปดาห์นี้ โดยมุมมองเชิงบวก หากการเจรจาสหรัฐฯ-อิหร่านมีความคืบหน้าและบรรลุข้อตกลงสำเร็จ อาจส่งผลให้ดอลลาร์อ่อนค่า น้ำมันดิบร่วงลง และราคาทองคำมีแรงหนุนต่อเนื่อง โดยมีโอกาสปรับตัวขึ้นทดสอบแนวต้านที่ 4,320 ดอลลาร์ และ 4,420 ดอลลาร์ต่อออนซ์
ในทางกลับกัน มุมมองเชิงลบ หากการเจรจายืดเยื้อและยังไม่มีข้อตกลงอย่างเป็นทางการ ขณะที่เฟดยังคงมีมุมมองคุมเข้มเงินเฟ้อและคงดอกเบี้ยยาวนานกว่าที่ตลาดคาด หรือแม้กระทั่งขึ้นดอกเบี้ย ปัจจัยเหล่านี้อาจกดดันให้ราคาทองคำถูกแรงเทขายกลับลงมาแนวรับที่ 4,100 และ 4,020 ดอลลาร์ต่อออนซ์ สำหรับทองคำแท่งในประเทศ แนะนำให้นักลงทุนทยอยสะสมเมื่อราคาปรับตัวลงใกล้บริเวณ 64,100 บาท โดยมีจุดตัดขาดทุนที่ 63,200 บาท ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ 66,800 บาท และ 67,700 บาท
ทิสโก้ชี้ทองคำผ่านจุดต่ำสุด แนะสะสมหากย่อตัว
นายคมศร ประกอบผล หัวหน้าศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (TISCO ESU) กล่าวว่า การปรับตัวลงของราคาทองคำในช่วงที่ผ่านมาเป็นผลมาจากการที่ตลาดปรับมุมมองต่อทิศทางอัตราดอกเบี้ยของเฟดมากกว่าปัจจัยพื้นฐานของทองคำเอง โดยในช่วงที่นักลงทุนเริ่มคาดการณ์ว่าเฟดอาจกลับมาปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติม ราคาทองคำจึงเผชิญแรงขายและปรับตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ
นายคมศรอธิบายว่า ราคาทองคำมีความสัมพันธ์โดยตรงกับความคาดหวังเรื่องดอกเบี้ยของสหรัฐฯ เมื่อใดที่ตลาดให้น้ำหนักกับโอกาสที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มอีก 1 ครั้ง หรือประมาณ 0.25% ราคาทองคำมักปรับตัวลงมาเคลื่อนไหวบริเวณ 4,100-4,200 ดอลลาร์ต่อออนซ์ อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันตลาดได้รับรู้ความเสี่ยงดังกล่าวไปมากแล้ว ทั้งนี้ TISCO ยังคงมุมมองว่าเฟดมีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยตลอดช่วงที่เหลือของปี ทำให้ระดับราคาทองคำบริเวณ 4,200 ดอลลาร์ต่อออนซ์เริ่มมีความน่าสนใจในเชิงการลงทุนมากขึ้น ขณะที่แบบจำลองประเมินมูลค่าทองคำของ TISCO สะท้อนว่าระดับราคาที่เหมาะสมในกรณีเลวร้ายที่สุดควรอยู่เพียงบริเวณ 4,000 ดอลลาร์ต้น ๆ เท่านั้น ทำให้ความเสี่ยงด้านการปรับตัวลงเพิ่มเติมเริ่มจำกัดมากขึ้น
หากสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์สามารถคลี่คลาย และเฟดไม่จำเป็นต้องกลับมาขึ้นดอกเบี้ย ราคาทองคำมีแนวโน้มค่อย ๆ ฟื้นตัว และมีโอกาสผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว หลังจากก่อนหน้านี้ปรับฐานลงมาบริเวณ 4,100 ดอลลาร์ต่อออนซ์
ลุ้นเป้าทองปลายปี 5,596 ดอลลาร์
นางสาวฐิภา นววัฒนทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด (YLG) เปิดเผยว่า แม้สถานการณ์ทองคำในช่วง 1-2 เดือนที่ผ่านมาจะเคลื่อนไหวในลักษณะปรับฐาน แต่ราคาทองคำดีดตัวสลับขึ้นมาได้หลังจากหลุดระดับ 4,100 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์ในช่วงเวลาสั้น ๆ เนื่องจากดัชนีวัดความแข็งแกร่งจากแรงซื้อและแรงขายของทองคำ (RSI) เริ่มเข้าสู่สภาวะขายมากเกินไป (Oversold) ในกรอบเวลาขนาดใหญ่ ทำให้ทิศทางการปรับตัวลงเริ่มจำกัด และเกิดแรงดีดตัวสลับขึ้นมาเป็นระยะ ๆ
วายแอลจีคาดการณ์ว่า หากการดีดตัวของราคาทองคำไม่สามารถผ่าน 4,454 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์ได้ จะมีแนวโน้มเคลื่อนไหว sideways ออกข้างเกือบตลอดทั้งปีนี้ เพื่อสร้างฐานเหนือแนวรับ 4,000-3,778 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์ หากเฟดปรับขึ้นดอกเบี้ย ทองคำจะมีแนวรับใหญ่อยู่ที่บริเวณ 3,593-3,500 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์ หากราคาทะลุผ่านแนวต้าน 4,773 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์ มีโอกาสที่ราคาทองคำจะปรับตัวขึ้นไปสู่ระดับเป้าหมายที่ 5,596-5,531 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์ และในทางกลับกัน หากเฟดพลิกกลับมาปรับลดดอกเบี้ย ราคาทองคำจะดีดตัวไปถึงระดับเป้าหมายได้เร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้ และมีโอกาสที่จะทำ New All Time High ได้อีกครั้ง
สำหรับนักลงทุนที่ต้องการลงทุนทองคำในลักษณะสะสมระยะกลาง-ยาว แนะนำให้รอเข้าซื้อที่แนวรับ 4,000-3,778 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์ และมีแนวรับใหญ่อยู่ที่บริเวณ 3,593-3,500 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์ ควรทยอยซื้อสะสม ไม่ควรใช้เงินลงทุนทั้งหมดทุ่มซื้อในครั้งเดียวเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนที่อาจเกิดขึ้น เมื่อราคากลับมาปรับตัวขึ้น ให้เริ่มพิจารณาแบ่งขายหากไม่ผ่านแนวต้าน 4,454-4,773 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์ หากผ่านได้จะสามารถปรับตัวขึ้นไปสู่เป้าหมายบริเวณ 5,596-5,531 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์ ซึ่งหากเทียบกับราคาทองคำไทยจะอยู่ประมาณ 87,600–88,600 บาทต่อบาททองคำ
อย่างไรก็ตาม เจ.พี. มอร์แกน (J.P. Morgan) ปรับเป้าหมายทองคำในไตรมาส 3/2569 จากเดิม 5,900 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์ สู่ระดับ 5,300 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์ และไตรมาส 4/2569 จากเดิม 6,300 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์ สู่ระดับ 6,000 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์ สะท้อนถึงมุมมองเชิงบวกที่ลดลงเล็กน้อย แต่คาดว่าราคาจะยังคงสามารถกลับไปปรับตัวขึ้นได้ในช่วงครึ่งปีหลัง หากมองถึงปี 2570 คาดว่าราคาทองคำจะไปต่อที่ 6,300 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์ เนื่องจากสถานการณ์ในภาพใหญ่ ทองคำยังอยู่ในช่วงตลาดกระทิง (Secular Bull Market) จากปัญหาหนี้สาธารณะทั่วโลกที่ทรงตัวในระดับสูง และความต้องการลดการพึ่งพาดอลลาร์ (De-dollarization) โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศเกิดใหม่
ขณะที่ซิตี้กรุ๊ป (Citigroup) ปรับลดเป้าหมายราคาทองคำในระยะ 3 เดือน ลงสู่ระดับ 4,000 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์ จากเดิม 4,300 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์ โดยอ้างถึงความเป็นไปได้ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีนี้ อย่างไรก็ตาม ยังคงเป้าหมายในระยะ 6 ถึง 12 เดือนไว้ที่ระดับ 5,000 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์
แม้ว่าทองคำจะเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยที่น่าลงทุน แต่ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่ยังคลุมเครือไม่ชัดเจน ทั้งความขัดแย้งสหรัฐ-อิหร่าน เงินเฟ้อสหรัฐฯ ที่สูงสุดรอบ 3 ปี ที่อาจส่งผลให้เฟดปรับขึ้นดอกเบี้ยหรือไม่นั้น ยังคงเป็นปัจจัยที่ต้องติดตามต่อไป แต่อย่างน้อยนักวิเคราะห์หลายสถาบันต่างออกมาฟันธงแล้วว่า ทองคำถือว่าผ่านจุดต่ำสุดแล้ว



