ราคาทองคำปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงในวันพุธ โดยร่วงลงมากกว่า 1% หลังจากที่พุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์เมื่อวันก่อนหน้า ขณะที่นักลงทุนเทขายทำกำไรและรอดูข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ
ทองคำร่วงจากจุดสูงสุด
สัญญาทองคำล่วงหน้าส่งมอบเดือนธันวาคม ลดลง 27.50 ดอลลาร์ หรือ 1.02% ปิดที่ 2,672.30 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หลังจากก่อนหน้านี้ทะยานขึ้นแตะระดับสูงสุดตลอดกาลที่ 2,700.90 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ในการซื้อขายวันอังคาร
นักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ Phillip Futures กล่าวว่า "แรงขายทำกำไรเกิดขึ้นหลังจากทองคำปรับตัวขึ้นอย่างร้อนแรงในช่วงที่ผ่านมา โดยนักลงทุนกำลังรอดูข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ เพื่อประเมินทิศทางดอกเบี้ย"
ปัจจัยกดดันตลาดทองคำ
นอกจากแรงขายทำกำไรแล้ว ความแข็งแกร่งของดอลลาร์สหรัฐยังเป็นปัจจัยกดดันราคาทองคำ ดัชนีดอลลาร์ปรับตัวขึ้น 0.3% ในวันพุธ ทำให้ทองคำซึ่งซื้อขายในรูปดอลลาร์มีราคาแพงขึ้นสำหรับผู้ถือสกุลเงินอื่น
นักลงทุนจับตาการเปิดเผยข้อมูลผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ไตรมาส 2 ของสหรัฐฯ ในวันพฤหัสบดี และดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) ในวันศุกร์ ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ให้ความสำคัญ
มุมมองต่อทิศทางดอกเบี้ย
ตลาดคาดการณ์ว่าเฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.50% ในการประชุมเดือนพฤศจิกายน ตามเครื่องมือ FedWatch ของ CME Group ซึ่งบ่งชี้ความน่าจะเป็นที่ 57%
อย่างไรก็ตาม หากข้อมูลเศรษฐกิจออกมาแข็งแกร่ง อาจลดโอกาสการปรับลดดอกเบี้ย ซึ่งจะเป็นลบต่อทองคำ เพราะทองคำไม่จ่ายดอกเบี้ย
ทองคำในประเทศปรับลงตาม
ราคาทองคำในประเทศปรับตัวลดลงตามตลาดโลก โดยสมาคมค้าทองคำรายงานว่าราคาทองคำแท่ง 96.5% ลดลง 300 บาท อยู่ที่ 41,800 บาทต่อบาททองคำ ขณะที่ราคาทองรูปพรรณลดลง 350 บาท อยู่ที่ 42,300 บาทต่อบาททองคำ
"ราคาทองคำในประเทศเคลื่อนไหวสอดคล้องกับตลาดโลก แต่มีปัจจัยเพิ่มเติมจากค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลง ซึ่งช่วยชดเชยการปรับลงบางส่วน" นายกิตติคุณ ธนรัตนพัฒนกิจ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฮั่วเซ่งเฮง โกลด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด กล่าว
แนวโน้มระยะสั้น
นักวิเคราะห์คาดว่าราคาทองคำอาจยังคงผันผวนในระยะสั้น เนื่องจากนักลงทุนรอความชัดเจนเกี่ยวกับนโยบายการเงินของเฟด และแนวโน้มเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางที่ยังคงเป็นปัจจัยหนุน
"ทองคำยังคงมีแนวโน้มขาขึ้นในระยะยาว แต่ในระยะสั้นอาจมีการปรับฐานหลังจากขึ้นแรง" นายกิตติคุณกล่าวเพิ่มเติม



