ผลการศึกษาใหม่จากสถาบันวิทยาศาสตร์สุขภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา (NIEHS) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสถาบันสุขภาพแห่งชาติ (NIH) เผยว่า ผู้หญิงแอฟริกันอเมริกันที่ใช้สีย้อมผมหรือเคมีปรับผมตรงเป็นประจำมีความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านมสูงกว่าผู้ที่ไม่ใช้ผลิตภัณฑ์ดังกล่าว
รายละเอียดของการศึกษา
ทีมวิจัยได้วิเคราะห์ข้อมูลจากผู้หญิงแอฟริกันอเมริกันจำนวน 46,709 คน ที่เข้าร่วมโครงการ Sister Study ซึ่งเป็นการศึกษาเกี่ยวกับปัจจัยเสี่ยงของมะเร็งเต้านม โดยติดตามข้อมูลตั้งแต่ปี 2546 ถึง 2552 และพบว่ามีผู้ป่วยมะเร็งเต้านมเกิดขึ้น 2,794 ราย
ผลการศึกษาพบว่า ผู้หญิงที่ใช้สีย้อมผมเป็นประจำในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมามีความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งเต้านมสูงขึ้นร้อยละ 9 เมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่เคยใช้ และความเสี่ยงนี้เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 60 ในกลุ่มที่ใช้สีย้อมผมสีเข้มหรือสีดำทุก 5-8 สัปดาห์
ผลกระทบจากเคมีปรับผมตรง
นอกจากนี้ การใช้เคมีปรับผมตรงยังสัมพันธ์กับความเสี่ยงมะเร็งเต้านมที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มผู้หญิงที่ใช้ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวเป็นประจำทุก 5-8 สัปดาห์ มีความเสี่ยงสูงขึ้นถึงร้อยละ 30 เมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่เคยใช้
ดร.อเล็กซานดรา ไวท์ หัวหน้านักวิจัยจาก NIEHS กล่าวว่า "ผลการศึกษานี้ชี้ให้เห็นว่าผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมบางชนิดอาจเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อมะเร็งเต้านม โดยเฉพาะในผู้หญิงแอฟริกันอเมริกันที่มักใช้ผลิตภัณฑ์เหล่านี้บ่อยครั้งและเริ่มใช้ตั้งแต่อายุยังน้อย"
ข้อควรระวังและคำแนะนำ
นักวิจัยแนะนำให้ผู้หญิงที่กังวลเรื่องความเสี่ยงมะเร็งเต้านมควรลดการใช้สีย้อมผมและเคมีปรับผมตรง หรือเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมจากธรรมชาติมากขึ้น อย่างไรก็ตาม การศึกษานี้ยังเป็นเพียงการสังเกตการณ์ และจำเป็นต้องมีการวิจัยเพิ่มเติมเพื่อยืนยันความสัมพันธ์เชิงสาเหตุ
องค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา (FDA) กำลังพิจารณาการควบคุมสารเคมีในผลิตภัณฑ์ย้อมผมและปรับผมตรงอย่างเข้มงวดมากขึ้น เนื่องจากมีหลักฐานเพิ่มขึ้นเกี่ยวกับผลกระทบต่อสุขภาพ
- สีย้อมผมสีเข้มมักมีสารเคมีที่เรียกว่า อะโรมาติกเอมีน ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็ง
- เคมีปรับผมตรงมักมีฟอร์มาลดีไฮด์หรือสารที่ปล่อยฟอร์มาลดีไฮด์ ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็งที่รู้จักกันดี
ผู้หญิงแอฟริกันอเมริกันมีแนวโน้มที่จะใช้ผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมเหล่านี้บ่อยกว่ากลุ่มชาติพันธุ์อื่น และมักเริ่มใช้ตั้งแต่วัยรุ่น ทำให้มีความเสี่ยงสูงขึ้น
การศึกษานี้ตีพิมพ์ในวารสาร International Journal of Cancer และได้รับทุนสนับสนุนจาก NIEHS และ NIH



