มะเร็งปากมดลูก: ภัยเงียบที่ผู้หญิงทุกคนควรตระหนัก แพทย์แนะวิธีตรวจคัดกรองและป้องกัน
หลายคนอาจมองว่า มะเร็งปากมดลูก เป็นเรื่องไกลตัว แต่ในความเป็นจริง โรคนี้สามารถเกิดขึ้นได้กับผู้หญิงทุกคน แม้มีเพศสัมพันธ์เพียงครั้งเดียวก็อาจติดเชื้อที่ก่อให้เกิดมะเร็งได้ แพทย์ย้ำว่าการตรวจพบตั้งแต่ระยะแรกจะช่วยลดความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสในการรักษาอย่างมีประสิทธิภาพ
ใครคือกลุ่มเสี่ยงมะเร็งปากมดลูก?
กลุ่มเสี่ยงหลักที่ควรเฝ้าระวัง ได้แก่:
- ผู้ติดเชื้อ HPV โดยเฉพาะสายพันธุ์ 16 และ 18 ที่มีความเสี่ยงสูง
- เริ่มมีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่อายุน้อย เนื่องจากเนื้อเยื่อปากมดลูกยังอ่อนไหว
- มีคู่นอนหลายคน ซึ่งเพิ่มโอกาสติดเชื้อ HPV
- ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ เช่น ผู้ติดเชื้อ HIV หรือรับยากดภูมิ
- ผู้หญิงที่สูบบุหรี่ มีความเสี่ยงสูงกว่าผู้ไม่สูบถึง 2 เท่า
- ใช้ยาคุมกำเนิดเป็นเวลานาน (มากกว่า 5 ปี) อาจเพิ่มความเสี่ยงชั่วคราว
- คลอดบุตรหลายครั้ง (มากกว่า 3 คน) จากเปลี่ยนแปลงเซลล์ปากมดลูก
- มีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งปากมดลูก ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงทางพันธุกรรม
- ไม่ได้รับการตรวจคัดกรองเป็นประจำ ทำให้พลาดโอกาสรักษาในระยะเริ่มต้น
วิธีการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกมีอะไรบ้าง?
แพทย์แนะนำวิธีตรวจหลัก ดังนี้:
- การตรวจแปปสเมียร์ (Pap Smear): เก็บเซลล์จากปากมดลูกเพื่อหาความผิดปกติ เหมาะสำหรับผู้หญิงอายุ 21 ปีขึ้นไปหรือมีเพศสัมพันธ์แล้ว ควรตรวจทุก 3 ปี
- การตรวจ HPV DNA (HPV DNA Test): มุ่งค้นหาการติดเชื้อไวรัส HPV โดยตรง เหมาะสำหรับอายุ 30 ปีขึ้นไป หากพบเชื้อจะตรวจติดตามเพิ่มเติม
- การส่องกล้องปากมดลูก (Colposcopy): ใช้กล้องส่องขยายดูความผิดปกติอย่างละเอียด หากพบจากแปปสเมียร์หรือ HPV DNA ที่เสี่ยงสูง อาจตัดชิ้นเนื้อตรวจเพิ่ม
- การตรวจด้วยสารละลายอะซิติก (VIA): ใช้สารละลายอะซิติกทาบนปากมดลูกเพื่อดูเซลล์ผิดปกติที่เปลี่ยนเป็นสีขาว วิธีนี้ง่ายและรวดเร็ว เหมาะกับพื้นที่ทรัพยากรจำกัด
วิธีลดความเสี่ยงมะเร็งปากมดลูก
การป้องกันเป็นสิ่งสำคัญ แพทย์แนะแนวทางดังนี้:
- ฉีดวัคซีนป้องกัน HPV: สามารถฉีดได้ตั้งแต่อายุ 9-45 ปี โดยเด็กหญิงอายุ 9-14 ปีฉีด 2 เข็มห่างกัน 6 เดือน ส่วนวัยผู้ใหญ่ฉีด 3 เข็มภายใน 6 เดือน วัคซีนมี 2 แบบคือ 4 สายพันธุ์และ 9 สายพันธุ์ ซึ่งแบบหลังมีประสิทธิภาพสูงกว่าเล็กน้อย
- ตรวจคัดกรองอย่างสม่ำเสมอ: แม้ฉีดวัคซีนแล้วก็ควรตรวจทุก 2-3 ปี ตามมาตรฐาน เริ่มได้ตั้งแต่อายุ 21-65 ปี
- ปรับพฤติกรรมสุขภาพ: เช่น ใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งเมื่อมีเพศสัมพันธ์เพื่อลดเสี่ยงติดเชื้อ HPV หลีกเลี่ยงการมีคู่นอนหลายคน ลด ละ เลิกบุหรี่ รับประทานอาหารมีประโยชน์ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และผ่อนคลายความเครียด
การตรวจมะเร็งปากมดลูกทำให้เจ็บหรือไม่?
การตรวจอาจทำให้รู้สึกไม่สบายตัวเล็กน้อย แต่ไม่เจ็บปวดรุนแรง แพทย์จะใช้เครื่องมือสเปคคูลัมเพื่อมองเห็นปากมดลูกและเก็บตัวอย่างเซลล์ ใช้เวลาเพียงไม่กี่นาที โดยไม่มีผลข้างเคียงรุนแรง แต่ผลการตรวจช่วยประเมินความเสี่ยงและเพิ่มความปลอดภัยในระยะยาวได้
การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกไม่ใช่เรื่องที่ควรมองข้าม แต่เป็นสิ่งที่ผู้หญิงทุกคนควรให้ความสำคัญ โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง การรับวัคซีนป้องกัน HPV ร่วมกับการดูแลสุขภาพจะช่วยสร้างเกราะป้องกันและลดโอกาสเกิดโรคร้ายนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ