สาวรายหนึ่งออกมาเปิดเผยเรื่องราวสุดช็อกหลังจากพบว่ามีผู้อื่นสวมสิทธิ์ฉีดวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 ในชื่อของเธอ ส่งผลให้เธอไม่สามารถรับวัคซีนเข็มที่ 3 ตามกำหนดได้ โดยข้อมูลในแอปพลิเคชันหมอพร้อมของเธอถูกเปลี่ยนแปลงโดยไม่ได้รับอนุญาต
พบข้อมูลวัคซีนผิดปกติในแอปหมอพร้อม
นางสาวเอ (นามสมมติ) เปิดเผยว่าเธอได้เข้ารับวัคซีนโควิด-19 ครบ 2 เข็มตามกำหนด จากนั้นเมื่อถึงกำหนดฉีดเข็มที่ 3 เธอไปที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง แต่กลับพบว่าข้อมูลในแอปพลิเคชันหมอพร้อมของเธอขึ้นว่าฉีดวัคซีนเข็มที่ 3 ไปแล้วเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2564 ทั้งที่เธอไม่เคยไปฉีดวัคซีนในวันดังกล่าว ทำให้เธอไม่สามารถรับวัคซีนเข็มกระตุ้นได้
“ฉันตกใจมาก เพราะฉันไม่เคยไปฉีดวัคซีนที่ไหนในวันนั้น แต่อยู่ดีๆ ข้อมูลก็ขึ้นว่าฉีดแล้ว ทำให้ฉันไม่สามารถรับวัคซีนเข็มที่ 3 ตามสิทธิ์ของตัวเองได้” เธอกล่าว
สันนิษฐานถูกสวมสิทธิ์จากข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหล
นางสาวเอสันนิษฐานว่าข้อมูลส่วนบุคคลของเธออาจรั่วไหล ทำให้ผู้อื่นนำไปใช้สวมสิทธิ์ฉีดวัคซีน เธอเชื่อว่าผู้กระทำอาจเป็นเจ้าหน้าที่หรือบุคคลที่มีสิทธิ์เข้าถึงข้อมูลในระบบสาธารณสุข โดยเธอได้เข้าแจ้งความที่สถานีตำรวจภูธรเมืองนนทบุรี เพื่อดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้อง
“ฉันอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบและลงโทษผู้ที่กระทำผิด เพราะนอกจากจะทำให้ฉันเสียสิทธิ์แล้ว ยังอาจส่งผลกระทบต่อระบบการฉีดวัคซีนของประเทศ” เธอกล่าวเพิ่มเติม
ผลกระทบต่อผู้เสียหายและระบบสาธารณสุข
เหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบต่อนางสาวเอโดยตรง ทำให้เธอไม่สามารถรับวัคซีนเข็มกระตุ้นได้ตามกำหนด ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงในการติดเชื้อโควิด-19 นอกจากนี้ยังสร้างความกังวลให้กับประชาชนทั่วไปเกี่ยวกับความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคลในระบบสาธารณสุข
ด้านนายแพทย์สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึงกรณีนี้ว่า “การสวมสิทธิ์ฉีดวัคซีนเป็นเรื่องร้ายแรง เพราะเป็นการปลอมแปลงข้อมูลทางการแพทย์ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการควบคุมโรคระบาด กรมการแพทย์จะร่วมมือกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติในการสอบสวนหาตัวผู้กระทำผิด”
แนวทางป้องกันและแก้ไขปัญหา
ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์แนะนำให้ประชาชนตรวจสอบข้อมูลการฉีดวัคซีนของตนเองในแอปพลิเคชันหมอพร้อมอย่างสม่ำเสมอ หากพบความผิดปกติให้แจ้งหน่วยงานสาธารณสุขทันที พร้อมทั้งขอให้ภาครัฐเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคลในระบบฐานข้อมูลสาธารณสุข
นางสาวเอฝากถึงผู้ที่พบเจอเหตุการณ์คล้ายกันว่า “อย่านิ่งนอนใจ ให้รีบแจ้งความและแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้อื่นตกเป็นเหยื่อแบบเรา”



