วันที่ 21 พฤษภาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สภาผู้บริโภคได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กระบุว่า อวสานของมิจฉาชีพที่ยิงโฆษณาหลอกลวงกำลังจะมาถึง แต่ขอโทษที่ต้องรออีก 180 วัน โดยมีข่าวดีคือ สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) ได้ออกกฎหมายใหม่เพื่อควบคุมโฆษณาบนโซเชียลมีเดีย โดยเฉพาะแอปพลิเคชันสีฟ้า กฎหมายนี้กำหนดให้ผู้ที่ต้องการยิงโฆษณาต้องยืนยันตัวตนและสแกนใบหน้า เพื่อป้องกันการปลอมแปลงตัวตนในการหลอกขายสินค้าหรือหลอกลงทุน
ข่าวร้าย: ต้องรอถึง 180 วัน
ข่าวร้ายคือ กฎหมายนี้จะมีผลบังคับใช้หลังจากประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นเวลา 180 วัน ซึ่งประกาศเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 ดังนั้นจะมีผลบังคับใช้ประมาณต้นเดือนพฤศจิกายน 2569 สภาผู้บริโภคมองว่าระยะเวลา 180 วันนานเกินไป เนื่องจากในแต่ละวันมีคนไทยถูกหลอกเป็นจำนวนมาก เงินสูญหายทุกชั่วโมง แต่แพลตฟอร์มยังคงเก็บค่าโฆษณาได้อย่างสบายใจ สภาผู้บริโภคจึงเสนอว่าระยะเวลาเพียง 30 วันก็น่าจะเพียงพอแล้ว เนื่องจากกฎหมายได้ถูกจัดเตรียมไว้พร้อมแล้ว
ช่องโหว่ของกฎหมายใหม่
สภาผู้บริโภคยังชี้ให้เห็นถึงช่องโหว่หลายประการในกฎหมายฉบับนี้ ได้แก่
- การเก็บข้อมูลสั้นเกินไป: การลงทะเบียนโฆษณา 1 ครั้งมีอายุยาวถึง 1 ปี แต่กฎหมายกำหนดให้แพลตฟอร์มเก็บข้อมูลผู้ยิงโฆษณาเพียง 90 วันเท่านั้น
- ขาดการสุ่มตรวจ: โฆษณาที่มีความเสี่ยงสูง เช่น เกี่ยวกับหุ้น การลงทุน หรือเงินกู้ ไม่มีระบบตรวจสอบซ้ำที่เข้มงวดเพียงพอ
- ไม่มีบทลงโทษแพลตฟอร์ม: หากแพลตฟอร์มอย่างเฟซบุ๊กไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ก็ไม่มีบทลงโทษที่ชัดเจน
- ไม่บังคับระบุผู้ว่าจ้างตัวจริง: กฎหมายไม่บังคับให้ระบุตัวตนของผู้ที่อยู่เบื้องหลังบริษัทรับจ้างยิงโฆษณา ทำให้ผู้บริโภคไม่สามารถตรวจสอบความน่าเชื่อถือได้ก่อนตัดสินใจ
เรียกร้องความรับผิดชอบจากแพลตฟอร์ม
สภาผู้บริโภคแสดงความเห็นว่า แพลตฟอร์มได้รับเงินค่าโฆษณามหาศาลทุกวัน จึงไม่ควรปล่อยให้ผู้บริโภคต้องเผชิญกับความเสี่ยงเพียงลำพัง กฎหมายต้องมีความเข้มงวดและแพลตฟอร์มต้องรับผิดชอบมากขึ้น พร้อมเรียกร้องให้ผู้ที่เคยถูกหลอกหรือเสียหายจากโฆษณาของมิจฉาชีพ ร่วมแสดงความคิดเห็นและแชร์เรื่องราวของตนเอง พร้อมใช้แฮชแท็ก #ฉันก็โดนเหมือนกัน เพื่อร่วมกันทวงคืนความรับผิดชอบจากแพลตฟอร์ม หยุดนิ่งเฉยและละอายใจ แล้วลุกขึ้นมาสู้ไปด้วยกัน



