รายงาน How Southeast Asia Buys and Pays 2026: Unlocking SMEs’ Potential โดย IDC และ 2c2p ระบุว่า เอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังกลายเป็นศูนย์กลางอีคอมเมิร์ซที่สำคัญของโลก โดยภูมิภาคนี้ขึ้นแท่นเป็นตลาดอีคอมเมิร์ซที่เติบโตเร็วที่สุดเป็นอันดับ 2 ของโลก รองจากอินเดีย โดยมีมูลค่าตลาดคาดว่าจะเพิ่มขึ้นจาก 1.563 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2567 สู่ 2.898 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 9.45 ล้านล้านบาทภายในปี 2572 คิดเป็นอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) ที่ 13.2% ซึ่งสูงกว่าภูมิภาคอื่นอย่างมีนัยสำคัญ
การชำระเงินดิจิทัลจะครองตลาด
รายงานยังคาดการณ์ว่า ธุรกรรมอีคอมเมิร์ซในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เกือบทั้งหมด หรือราว 97% จะเปลี่ยนผ่านสู่ระบบการชำระเงินดิจิทัลภายในปี 2572 ส่งผลให้รูปแบบการชำระเงินแบบเก็บเงินปลายทาง (COD) มีบทบาทลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยระบบการชำระเงินภายในประเทศ (Domestic Payments) เช่น PromptPay จะเติบโต 104% และก้าวขึ้นแซงหน้าการชำระเงินผ่านบัตรเครดิตและเดบิต กลายเป็นช่องทางชำระเงินดิจิทัลที่มีมูลค่าสูงที่สุดในภูมิภาค ขณะที่บริการซื้อก่อนจ่ายทีหลัง (Buy Now Pay Later: BNPL) คาดว่าจะเป็นกลุ่มที่เติบโตเร็วที่สุด ด้วยอัตราการเติบโตสูงถึง 174% ภายในปี 2572
สถานการณ์ในประเทศไทย
สำหรับประเทศไทย มูลค่าตลาดอีคอมเมิร์ซในปี 2567 อยู่ที่ 1.84 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือกว่า 6 แสนล้านบาท โดย SMEs คิดเป็นสัดส่วนมากถึง 52% ของยอดขายทั้งหมด คาดว่ามูลค่าตลาดจะเพิ่มขึ้นเป็น 2.3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 8.28 แสนล้านบาท) ในปี 2569 และขยายสู่ระดับ 3.3 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.18 ล้านล้านบาท) ภายในปี 2572
ระบบการชำระเงินภายในประเทศ เช่น PromptPay มีแนวโน้มเพิ่มสัดส่วนจาก 25% ในปี 2567 เป็น 29% ในปี 2572 เทียบเท่ากับ Mobile Wallets ที่คาดว่าจะมีสัดส่วน 29% เช่นกัน สะท้อนการเติบโตของการชำระเงินผ่านดิจิทัลในชีวิตประจำวัน การชำระเงินผ่านบัตรเครดิตและเดบิต (Cards) จะมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก 24% เป็น 25% ส่วนการชำระเงินในรูปแบบอื่น เช่น เงินสดหรือการเก็บเงินปลายทาง (COD) จะลดลงจาก 19% เหลือ 12% ภายในปี 2572 บริการ BNPL จะมีสัดส่วนอยู่ที่ 5% ของตลาด
จำนวนผู้ใช้งานระบบ Domestic Payments ในไทยสูงถึง 80.8 ล้านคน สะท้อนว่าผู้ใช้งานจำนวนมากมีมากกว่าหนึ่งบัญชีหรือใช้หลายช่องทางในการชำระเงิน ขณะที่จำนวนผู้ใช้งาน Mobile Wallets คาดว่าจะแตะ 31.1 ล้านคนในปี 2568 สะท้อนแนวโน้มที่ผู้บริโภคหันมาใช้กระเป๋าเงินดิจิทัลมากขึ้น ทั้งในการซื้อสินค้าออนไลน์และการใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน
ความท้าทายของ SMEs
แม้ระบบการชำระเงินจะช่วยขับเคลื่อนอีคอมเมิร์ซให้เติบโตอย่างรวดเร็ว แต่ SMEs ซึ่งเป็นสัดส่วนหลักของธุรกิจในตลาดนี้ ยังคงเผชิญอุปสรรคหลายประการ รายงานระบุว่า ผู้ประกอบการ SMEs มากกว่า 1 ใน 3 ยังพึ่งพาการใช้เงินสดเป็นหลัก แม้ SME กว่า 66% จะหันมาขายสินค้าและบริการผ่านช่องทางออนไลน์มากขึ้น นอกจากนี้ 63% ของ SMEs มองว่าระบบการชำระเงินที่ใช้งานอยู่ในปัจจุบันยังไม่ตอบโจทย์ และจำเป็นต้องได้รับการปรับปรุงเพื่อรองรับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป
สำหรับประเทศไทย ผู้ประกอบการ SME ระบุว่า ค่าธรรมเนียมที่สูงเป็นอุปสรรคสำคัญที่สุด คิดเป็น 36% ตามด้วยความกังวลเรื่องความเสี่ยงด้านการฉ้อโกง 28% และความซับซ้อนในการเชื่อมต่อระบบอีก 28% แม้ปัจจุบัน SMEs ไทยเพียง 49% จะทำธุรกิจการค้าข้ามพรมแดน แต่ผู้ประกอบการมากกว่า 3 ใน 4 มีแผนขยายธุรกิจสู่ตลาดต่างประเทศภายใน 2 ปีข้างหน้า สะท้อนว่าความสามารถในการเข้าถึงระบบชำระเงินดิจิทัลและโครงสร้างพื้นฐานข้ามประเทศ จะกลายเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเติบโตของ SME ในระยะต่อไป
ท้ายที่สุด IDC ประเมินว่า หาก SMEs ในภูมิภาคสามารถเข้าถึงตลาดอีคอมเมิร์ซข้ามพรมแดนได้มากขึ้น จะมีโอกาสสร้างมูลค่าการขายเพิ่มขึ้นรวมกว่า 2.1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2572



