เติมเต็มถัง FORD RANGER SUPER DUTY 130 ลิตร ใช้เงินเกือบ 7,000 บาท ในยุคน้ำมันแพง
เติมถัง FORD RANGER SUPER DUTY 130 ลิตร ใช้เงินเกือบ 7,000 บาท

เติมเต็มถัง FORD RANGER SUPER DUTY 130 ลิตร ใช้เงินเกือบ 7,000 บาท ในยุคน้ำมันดีเซลแพง

ในวันที่ 5 เมษายน 2569 ซึ่งเป็นช่วงที่ราคาน้ำมันดีเซลพุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์จากวิกฤตการณ์พลังงานโลก การเติมน้ำมันให้รถกระบะ FORD RANGER SUPER DUTY ที่มีถังน้ำมันความจุ 130 ลิตร กลายเป็นค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายอย่างหนักหน่วง โดยมีรายละเอียดดังนี้

สรุปค่าใช้จ่ายในการเติมน้ำมัน FORD RANGER SUPER DUTY

ราคาน้ำมันดีเซล ณ วันที่ 5 เมษายน 2569 อยู่ที่ 50.54 บาทต่อลิตร ซึ่งอ้างอิงจากราคาของ ปตท. และบางจาก โดยเพิ่มขึ้น 2.80 บาทจากราคาก่อนหน้า เมื่อคำนวณกับความจุถังน้ำมัน 130 ลิตร ยอดรวมค่าใช้จ่ายในการเติมเต็มถังจะอยู่ที่ 6,570.20 บาท ถือเป็นหนึ่งในค่าใช้จ่ายเติมน้ำมันรถกระบะที่สูงที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย

สถานการณ์ราคาน้ำมันดีเซลที่พุ่งสูงขึ้น

ก่อนหน้านี้ ในวันที่ 3 เมษายน 2569 คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) มีมติให้ตรึงราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลไว้ที่ 47.74 บาทต่อลิตร โดยใช้เงินชดเชยจากกองทุนน้ำมันฯ สูงถึง 20.71 บาทต่อลิตร เพื่อไม่ให้ราคาทะลุ 50 บาท ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพอย่างรุนแรง อย่างไรก็ตาม สุดท้ายราคาก็อั้นไม่อยู่และต้องขยับขึ้นไปอีก 2.80 บาท เป็น 50.54 บาทต่อลิตร ส่งผลให้ผู้บริโภคต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

เปรียบเทียบกับน้ำมันประเภทอื่น

ในวันเดียวกัน หากเปรียบเทียบกับน้ำมันดีเซลพรีเมียมซึ่งมีราคาประมาณ 63.94 ถึง 66.14 บาทต่อลิตร การเติมเต็มถัง 130 ลิตรของ Ford Ranger Super Duty จะต้องใช้เงินประมาณ 8,312 ถึง 8,598 บาท แสดงให้เห็นถึงความแตกต่างของค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

เหตุผลการออกแบบถังน้ำมันขนาดใหญ่ 130 ลิตรของ FORD RANGER SUPER DUTY

FORD RANGER SUPER DUTY มาพร้อมกับถังน้ำมันขนาดใหญ่ถึง 130 ลิตร ซึ่งถือว่าใหญ่ที่สุดในตลาดรถกระบะเมืองไทย โดยทิ้งห่างคู่แข่งที่ส่วนใหญ่จะอยู่ที่ประมาณ 75-80 ลิตร การออกแบบนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของความจุที่มากขึ้น แต่เป็นการออกแบบตามหลัก Functional Design เพื่อตอบโจทย์การใช้งานหนักโดยเฉพาะ ดังนี้

  1. ระยะทางวิ่งที่ไกลขึ้น (Extended Range) สำหรับงานหนัก เป้าหมายหลักคือการทำให้รถสามารถวิ่งได้ในระยะทางที่ไกลพอ แม้จะมีการบรรทุกเต็มพิกัดหรือลากจูงหนัก เพราะเมื่อรถต้องรับภาระน้ำหนักมาก อัตราการบริโภคเชื้อเพลิงจะสูงกว่าการขับขี่ปกติ ส่วนการลากจูง Ranger Super Duty ถูกออกแบบมาเพื่อลากจูงน้ำหนักมหาศาล (สูงสุดถึง 4,500 กิโลกรัม) การมีถังน้ำมันขนาดใหญ่ช่วยให้ผู้ขับขี่ไม่ต้องแวะเติมน้ำมันบ่อยเกินไปในขณะลากพ่วง ซึ่งลำบากในการเข้าปั๊มน้ำมันทั่วไป
  2. ตอบโจทย์การใช้งานในพื้นที่ห่างไกล (Remote Area Operations) กลุ่มเป้าหมายของรถรุ่นนี้คือหน่วยงานราชการ, งานเหมือง, งานก่อสร้างในพื้นที่ทุรกันดาร หรือการออกทริป Expedition ในพื้นที่ที่หาปั๊มน้ำมันยากหรือคุณภาพน้ำมันไม่แน่นอน การเติมน้ำมันเต็มถัง 130 ลิตร ช่วยให้รถมีรัศมีปฏิบัติการกว้างขึ้น และลดความเสี่ยงในการน้ำมันหมดกลางทาง
  3. รองรับสมรรถนะเครื่องยนต์ V6 ด้วยการที่รุ่นนี้เลือกใช้เครื่องยนต์ V6 Diesel ซึ่งมีพละกำลังและแรงบิดสูงกว่าเครื่องยนต์ 4 สูบทั่วไป แม้จะเป็นเครื่องยนต์ที่มีประสิทธิภาพสูง แต่ปริมาตรกระบอกสูบที่ใหญ่กว่าย่อมต้องการปริมาณเชื้อเพลิงที่มากกว่าในจังหวะเร่งแซงหรือแบกน้ำหนัก ถังน้ำมันขนาดใหญ่จึงเข้ามาช่วยรักษาระยะทางวิ่งต่อถัง (Range per Tank) ให้ใกล้เคียงหรือดีกว่ารถกระบะขนาดมาตรฐาน
  4. การจัดการเชิงวิศวกรรม (Engineering & Chassis) Ford Ranger Super Duty มีการปรับปรุงโครงสร้างแชสซีใหม่ให้แข็งแกร่งขึ้น รวมถึงการเพิ่มฐานล้อและระยะล้อ (Track Width) ทำให้มีพื้นที่ว่างบริเวณใต้ท้องรถและระหว่างแชสซีมากขึ้น เอื้อให้วิศวกรสามารถติดตั้งถังน้ำมันที่มีรูปทรงและความจุมากขึ้นได้โดยไม่กระทบต่อความสูงจากพื้นดิน (Ground Clearance)

ถังน้ำมัน 130 ลิตรถูกออกแบบมาเพื่อ ความต่อเนื่องในการทำงาน ลดข้อจำกัดเรื่องการเติมน้ำมันสำหรับรถที่ต้องใช้เครื่องยนต์กำลังสูงเพื่อการบรรทุกและลากจูงหนักในระยะไกล สำหรับการเดินทางในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่กำลังจะถึงนี้ การวางแผนเส้นทางอย่างรอบคอบจะช่วยให้การใช้เชื้อเพลิงมีประสิทธิภาพสูงสุดและลดค่าใช้จ่ายที่อาจเพิ่มขึ้นจากราคาน้ำมันที่ผันผวน