กูเกิลประกาศปรับรูปแบบการจำกัดการใช้งาน Gemini อย่างเป็นทางการในงาน Google I/O 2026 โดยยกเลิกการนับโควตาแบบรายคำสั่ง (Usage limits) และเปลี่ยนมาใช้ระบบคิดตามปริมาณการประมวลผลจริง (Compute-used) ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางของ ChatGPT และ Claude ที่ดำเนินการมาก่อนหน้านี้
หลักการคำนวณโควตาแบบใหม่
ภายใต้ระบบใหม่ การใช้งาน Gemini แต่ละครั้งจะไม่ถูกหักลบแบบตายตัวอีกต่อไป แต่จะถูกประเมินจาก 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ ความซับซ้อนของคำสั่ง (Prompt) ฟีเจอร์ที่เรียกใช้ และความยาวของบทสนทนา ตัวอย่างเช่น การสั่งให้ AI สร้างวิดีโอจะกินทรัพยากรการประมวลผลมากกว่าการถามตอบด้วยข้อความสั้นทั่วไป ดังนั้นผู้ใช้ที่ใช้งานพื้นฐานจะแทบไม่รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลง แต่หากใช้งานหนัก เช่น สร้างวิดีโอหรือเขียนโค้ด อาจเจอลิมิตเร็วกว่าเดิม
รอบการจำกัดการใช้งานใหม่
นอกจากการเปลี่ยนแปลงวิธีการนับโควตาแล้ว กูเกิลยังเพิ่มข้อกำหนดการจำกัดการใช้งานเป็นรอบทุก 5 ชั่วโมง และรอบรายสัปดาห์อีกด้วย หากผู้ใช้ใช้งานหนัก จะเจอลิมิตในรอบ 5 ชั่วโมงก่อน ตามด้วยลิมิตในรอบสัปดาห์ ผู้ใช้สามารถตรวจสอบโควตาที่เหลือได้ผ่านแอปพลิเคชัน Gemini หรือหน้าเว็บ
โควตาตามแพ็กเกจ
- ผู้ใช้ฟรี: มีโควตาน้อยที่สุด
- AI Plus: ได้โควตามากกว่าผู้ใช้ฟรี 2 เท่า
- AI Pro: ได้โควตามากกว่าผู้ใช้ฟรี 4 เท่า
- AI Ultra: ได้โควตาสูงกว่า AI Pro ประมาณ 20 เท่า
เมื่อผู้ใช้ใช้โควตาหมดแล้ว Gemini จะสลับไปใช้โมเดลขนาดเล็กแทน แต่สำหรับผู้สมัครสมาชิก AI Pro และ Ultra จะมีตัวเลือกซื้อเครดิตเสริมแบบจ่ายตามจริง เพื่อปลดล็อกลิมิตและใช้งานโมเดลระดับสูงต่อไปได้ เครดิตนี้รองรับการใช้งานครอบคลุมทั้งใน Google Antigravity, Google Flow และแอปพลิเคชัน Gemini ในอนาคตอันใกล้
ที่มา: Android Police



