แก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกสาวโรงงานสูญ 4.3 ล้าน อ้างเป็นตำรวจ
แก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกสาวโรงงานสูญ 4.3 ล้าน อ้างเป็นตำรวจ

สาวโรงงานวัย 21 ปี ชื่อ น.ส.เอ (นามสมมุติ) ตกเป็นเหยื่อแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่อ้างตัวเป็นตำรวจและเจ้าหน้าที่หน่วยงานรัฐ หลอกให้โอนเงินรวมกว่า 4.3 ล้านบาท โดยเริ่มต้นจากสายโทรศัพท์ที่อ้างว่ามีพัสดุตกค้างที่ศุลกากร ก่อนจะโยงไปถึงคดียาเสพติดและฟอกเงิน เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อช่วงปลายเดือนพฤษภาคม 2567 ที่ผ่านมา

จุดเริ่มต้นของกลลวง

น.ส.เอ เล่าว่า เมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม 2567 เธอได้รับโทรศัพท์จากหมายเลขที่ไม่รู้จัก ชายคนหนึ่งอ้างตัวเป็นพนักงานบริษัทขนส่ง แจ้งว่ามีพัสดุที่ส่งมาจากต่างประเทศตกค้างที่ศุลกากร และมีชื่อของเธอเป็นผู้รับ แต่เธอปฏิเสธว่าไม่ได้สั่งซื้อสินค้าใดๆ จากนั้นชายคนดังกล่าวก็แนะนำให้เธอติดต่อสถานีตำรวจ โดยจะโอนสายให้

เมื่อโอนสายไป ก็มีชายอีกคนอ้างตัวเป็นตำรวจยศนายดาบ แจ้งว่าพัสดุดังกล่าวเกี่ยวข้องกับคดียาเสพติดและฟอกเงิน และมีหมายจับเธอในข้อหาสมรู้ร่วมคิด เธอรู้สึกตกใจและกลัว เพราะไม่เคยมีประวัติอาชญากรรมมาก่อน

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

การข่มขู่และกดดัน

จากนั้นมีหญิงสาวอ้างตัวเป็นพนักงานอัยการ โทรมาข่มขู่ให้เธอโอนเงินไปยังบัญชีที่ระบุ เพื่อตรวจสอบความบริสุทธิ์ โดยอ้างว่าเงินในบัญชีของเธออาจถูกอายัด และต้องโอนไปยังบัญชีของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์

น.ส.เอ รู้สึกหวาดกลัวและกังวลว่าจะถูกดำเนินคดี จึงทำตามคำแนะนำทุกอย่าง เธอถูกหลอกให้โอนเงินหลายครั้ง รวมถึงการกดลิงก์ที่ส่งมาให้เพื่ออัปเดตข้อมูล ซึ่งลิงก์ดังกล่าวทำให้เธอสูญเสียการควบคุมบัญชีธนาคารของตนเอง

ยอดความเสียหายมหาศาล

ภายในเวลาเพียงไม่กี่วัน น.ส.เอ โอนเงินไปยังบัญชีของแก๊งคอลเซ็นเตอร์รวม 6 ครั้ง มูลค่ารวม 4,300,000 บาท ซึ่งเป็นเงินเก็บสะสมจากการทำงาน และเงินที่กู้ยืมจากสถาบันการเงินมา

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

หลังจากโอนเงินไปแล้ว เธอเริ่มรู้สึกผิดสังเกตและพยายามติดต่อกลับ แต่ไม่มีใครรับสาย จึงรู้ว่าถูกหลอก และเข้าแจ้งความที่ สภ.เมืองพัทยา จ.ชลบุรี เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2567

ตำรวจเตือนภัย

พ.ต.อ.กิตติศักดิ์ ปลาทอง ผู้กำกับการ สภ.เมืองพัทยา เปิดเผยว่า คดีนี้เป็นรูปแบบของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่แอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ โดยใช้ความกลัวของเหยื่อเป็นเครื่องมือ ตำรวจกำลังเร่งติดตามเส้นทางการเงินเพื่อสกัดกั้นและจับกุมผู้กระทำผิด

“ขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อการโทรศัพท์ที่อ้างว่าเป็นหน่วยงานรัฐ โดยเฉพาะการขอให้โอนเงินหรือให้ข้อมูลส่วนตัว เพราะหน่วยงานรัฐไม่มีนโยบายโทรศัพท์แจ้งให้โอนเงิน” พ.ต.อ.กิตติศักดิ์ กล่าว

ผลกระทบต่อเหยื่อ

น.ส.เอ กล่าวว่า เธอเสียใจมากที่ถูกหลอก เพราะเงินจำนวนนี้เป็นเงินเก็บทั้งชีวิต และยังต้องเป็นหนี้สินอีก หวังว่าตำรวจจะติดตามเงินคืนได้บ้าง และอยากเตือนคนอื่นๆ อย่าเชื่อคนแปลกหน้าที่โทรมาอ้างเป็นเจ้าหน้าที่

คดีนี้กำลังอยู่ระหว่างการสืบสวนของตำรวจ ซึ่งได้ประสานงานกับธนาคารเพื่ออายัดบัญชีผู้ต้องสงสัยแล้ว