นายเอ (นามสมมติ) โปรดิวเซอร์ภาพยนตร์ชื่อดัง ได้ยื่นฟ้องนางบี (นามสมมติ) อดีตหวานใจ ต่อศาลแพ่ง เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2567 เรียกค่าเสียหายจำนวน 10 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันฟ้องเป็นต้นไป จนกว่าจะชำระเสร็จ เนื่องจากถูกกล่าวหาว่าร่วมกันฉ้อโกงทรัพย์สินของบุคคลอื่น ซึ่งทำให้ชื่อเสียงและอาชีพการงานของโจทก์ได้รับความเสียหายอย่างร้ายแรง
สาเหตุแห่งการฟ้องร้อง
ตามคำฟ้อง โจทก์ระบุว่า เมื่อประมาณเดือนมีนาคม 2566 จำเลยได้ไปแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจนครบาลบางชื่อ กล่าวหาว่าโจทก์ร่วมกับพวกหลอกลวงเอาทรัพย์สินของบุคคลอื่น โดยอ้างว่ามีอำนาจในการจัดหาเงินทุนเพื่อลงทุนสร้างภาพยนตร์ แต่กลับไม่ดำเนินการตามที่ตกลงไว้ ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ออกหมายเรียกให้โจทก์ไปรับทราบข้อกล่าวหา ซึ่งโจทก์ได้ไปพบพนักงานสอบสวนและให้ปากคำปฏิเสธข้อกล่าวหาทั้งหมด
นายเอกล่าวว่า ข้อกล่าวหาดังกล่าวเป็นเท็จโดยสิ้นเชิง ตนไม่เคยร่วมกระทำการฉ้อโกงตามที่ถูกกล่าวหา การที่จำเลยนำเรื่องเท็จไปแจ้งความ ทำให้ตนต้องเสียเวลาและค่าใช้จ่ายในการต่อสู้คดี อีกทั้งยังถูกสังคมตราหน้าว่าเป็นผู้ไม่ซื่อสัตย์ ส่งผลกระทบต่อความไว้วางใจจากนักลงทุนและผู้ร่วมงานในวงการบันเทิง จนทำให้สูญเสียโอกาสทางธุรกิจหลายรายการ
ผลกระทบต่ออาชีพและชื่อเสียง
โจทก์ชี้แจงว่า ตนเป็นโปรดิวเซอร์ที่มีผลงานภาพยนตร์ออกฉายหลายเรื่อง และเป็นที่รู้จักในวงการบันเทิง การถูกกล่าวหาคดีอาญาโดยเฉพาะข้อหาฉ้อโกง ซึ่งเป็นความผิดเกี่ยวกับทรัพย์สินที่มีอัตราโทษสูง ส่งผลให้ภาพลักษณ์ของตนถูกทำลาย นักลงทุนบางรายถอนตัวจากการร่วมทุน โครงการภาพยนตร์ที่กำลังจะเริ่มถ่ายทำต้องชะลอออกไปอย่างไม่มีกำหนด
“ผมทำงานในวงการนี้มากว่า 15 ปี ไม่เคยมีประวัติเสียหายมาก่อน การถูกกล่าวหาครั้งนี้เหมือนเอาดินสอป้ายหน้ากระดานดำที่เขียนไว้สวยงาม” โจทก์กล่าวในคำให้การ “ผมต้องการให้ศาลพิสูจน์ความบริสุทธิ์ และให้จำเลยรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น”
นอกจากค่าเสียหายทางธุรกิจแล้ว โจทก์ยังระบุถึงความเสียหายทางจิตใจที่ต้องเผชิญกับการถูกดูหมิ่นเหยียดหยามจากสังคมออนไลน์ รวมถึงการถูกเพื่อนร่วมวงการบางส่วนตัดสัมพันธ์ โดยไม่เปิดโอกาสให้ชี้แจงข้อเท็จจริง
ข้อต่อสู้ของจำเลย
ด้านทนายความของนางบี เปิดเผยว่า จำเลยพร้อมที่จะต่อสู้คดีอย่างเต็มที่ โดยยืนยันว่าการแจ้งความดำเนินคดีต่อโจทก์นั้นเป็นการกระทำโดยสุจริต เนื่องจากมีหลักฐานว่าลูกความของตนถูกโจทก์หลอกลวงให้ร่วมลงทุนในโครงการภาพยนตร์ที่ไม่เป็นจริง สูญเงินจำนวนหลายล้านบาท
“การที่ลูกความของผมไปแจ้งความนั้นเป็นสิทธิโดยชอบด้วยกฎหมาย เมื่อมีเหตุอันควรเชื่อว่าถูกกระทำความผิด ส่วนการที่โจทก์มาเป็นโจทก์ฟ้องเรียกค่าเสียหายในคดีนี้ ก็เป็นสิทธิของเขาเช่นกัน แต่เราจะพิสูจน์ให้ศาลเห็นว่าการกระทำของลูกความไม่ได้เป็นการกลั่นแกล้งหรือทำให้เสียชื่อเสียงโดยไม่มีมูล” ทนายความจำเลยกล่าว
ทั้งนี้ คดีดังกล่าวยังอยู่ในชั้นพิจารณาของศาลแพ่ง โดยนัดไต่สวนมูลฟ้องในวันที่ 15 กรกฎาคม 2567 หากศาลมีคำสั่งรับฟ้องไว้พิจารณา ก็จะมีการนัดสืบพยานต่อไป
มุมมองทางกฎหมาย
นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ทนายความผู้เชี่ยวชาญด้านคดีหมิ่นประมาท กล่าวว่า การฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการแจ้งความเท็จนั้น โจทก์ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าจำเลยรู้อยู่แล้วว่าข้อกล่าวหาเป็นเท็จ หรือมีเจตนาไม่สุจริตในการแจ้งความ มิฉะนั้นจำเลยอาจไม่ต้องรับผิด เนื่องจากกฎหมายให้สิทธิประชาชนในการร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนเมื่อเชื่อว่ามีการกระทำความผิด
“คดีนี้ขึ้นอยู่กับพยานหลักฐานว่าใครพูดจริงหรือเท็จ ถ้าโจทก์บริสุทธิ์จริงและจำเลยไม่มีหลักฐานเพียงพอก็อาจแพ้คดีได้ แต่ถ้าจำเลยมีเหตุอันควรเชื่อว่าถูกโกง ก็อาจไม่ผิด” นายสมชายกล่าว
คดีนี้เป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจในวงการบันเทิง เกี่ยวกับการใช้สิทธิทางศาลเพื่อปกป้องชื่อเสียง ท่ามกลางความขัดแย้งทางธุรกิจและความสัมพันธ์ส่วนตัวที่อาจบานปลายจนถึงชั้นศาล



