เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นางสาวเอ (นามสมมติ) อายุ 30 ปี แม่ค้าขายของออนไลน์ในจังหวัดนนทบุรี เข้าแจ้งความที่ สภ.เมืองนนทบุรี หลังจากถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกให้โอนเงินรวมมูลค่ากว่า 2.5 ล้านบาท โดยคนร้ายอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ไปรษณีย์และตำรวจ
เหตุการณ์เริ่มต้นจากโทรศัพท์แจ้งพัสดุตกค้าง
นางสาวเอ เล่าว่า เมื่อวันที่ 13 มีนาคม ได้รับโทรศัพท์จากชายคนหนึ่ง自称เป็นพนักงานไปรษณีย์ แจ้งว่ามีพัสดุตกค้างในชื่อของเธอที่กรุงเทพฯ และมีของผิดกฎหมายซุกซ่อนอยู่ จากนั้นได้โอนสายให้กับชายอีกคนที่อ้างเป็นตำรวจ ซึ่งกล่าวหาว่าเธอมีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการค้ายาเสพติดและฟอกเงิน
“เขาบอกว่าฉันต้องโอนเงินไปตรวจสอบเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ มิฉะนั้นจะถูกดำเนินคดี ฉันตกใจมาก เพราะไม่เคยมีประวัติอาชญากรรม” นางสาวเอ กล่าว
สูญเงิน 2.5 ล้านบาทจากการโอนหลายครั้ง
คนร้ายได้หลอกให้นางสาวเอโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารที่อ้างว่าเป็นบัญชีของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) โดยให้โอนครั้งละ 5 แสนบาท รวม 5 ครั้ง รวมเป็นเงิน 2.5 ล้านบาท หลังจากโอนเงินเสร็จ คนร้ายก็หายตัวไป ติดต่อไม่ได้อีกเลย
นางสาวเอ กล่าวว่า “ฉันเพิ่งรู้ตัวว่าถูกหลอกตอนที่ไปธนาคารเพื่อสอบถามความคืบหน้า พนักงานธนาคารบอกว่าไม่มีบัญชีดังกล่าว ฉันจึงรีบไปแจ้งความ”
ตำรวจเตือนภัยแก๊งคอลเซ็นเตอร์ระบาดหนัก
พ.ต.อ. สมชาย ใจดี รองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนนทบุรี เปิดเผยว่า “คดีนี้เป็นรูปแบบของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่ใช้วิธีข่มขู่เหยื่อให้โอนเงิน โดยอ้างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ เรากำลังติดตามเส้นทางการเงินเพื่อจับกุมคนร้าย”
สถิติจากกองบังคับการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.) ระบุว่า ในปี 2567 มีคดีแก๊งคอลเซ็นเตอร์มากกว่า 10,000 คดี มูลค่าความเสียหายรวมกว่า 2,000 ล้านบาท โดยเหยื่อส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุและแม่ค้าออนไลน์
ข้อแนะนำป้องกันการถูกหลอก
ตำรวจแนะนำให้ประชาชนระวังโทรศัพท์จากบุคคลอ้างเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ โดยเฉพาะที่ให้โอนเงินหรือเปิดเผยข้อมูลส่วนตัว หากได้รับโทรศัพท์ดังกล่าว ให้วางสายทันทีและโทรศัพท์ไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง



