เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2568 นายสมศักดิ์ (นามสมมติ) อายุ 63 ปี ชาวจังหวัดนนทบุรี เข้าร้องทุกข์ต่อสื่อมวลชน หลังจากถูกมิจฉาชีพหลอกโอนเงินจำนวน 2.4 ล้านบาท โดยอ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจและให้ติดตั้งแอปพลิเคชันดูดเงิน
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
นายสมศักดิ์เล่าว่า เมื่อวันที่ 10 มีนาคมที่ผ่านมา ได้รับโทรศัพท์จากชายไม่ทราบชื่อ อ้างเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจจากกองปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับเทคโนโลยี แจ้งว่า นายสมศักดิ์มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีฟอกเงิน และต้องตรวจสอบบัญชีธนาคาร โดยให้โอนเงินทั้งหมดไปยังบัญชีที่ระบุเพื่อตรวจสอบ หากไม่เป็นความจริงจะคืนเงินให้ภายใน 48 ชั่วโมง
จากนั้นมิจฉาชีพได้ให้ติดตั้งแอปพลิเคชันชื่อดังกล่าวว่าเป็นแอปของธนาคารเพื่อใช้ในการตรวจสอบ ซึ่งแท้จริงแล้วเป็นแอปดูดเงิน เมื่อนายสมศักดิ์ติดตั้งและกรอกข้อมูลบัญชีธนาคารของตนเอง เงินจำนวน 2.4 ล้านบาทที่เก็บไว้เพื่อใช้ในยามเกษียณก็ถูกโอนออกไปทั้งหมด
การดำเนินการหลังเกิดเหตุ
หลังจากรู้ว่าถูกหลอก นายสมศักดิ์ได้รีบไปแจ้งความที่สถานีตำรวจภูธรเมืองนนทบุรี โดยพนักงานสอบสวนได้ดำเนินการอายัดบัญชีธนาคารปลายทางทันที แต่พบว่าเงินถูกโอนออกไปหลายบัญชีและถอนออกไปจนหมดแล้ว
นายสมศักดิ์กล่าวด้วยความเสียใจว่า เงินจำนวนนี้เป็นเงินเก็บทั้งชีวิตที่ตั้งใจไว้ใช้หลังเกษียณ ตนไม่คิดว่าตัวเองจะถูกหลอกเพราะมิจฉาชีพพูดเก่งและทำให้ตนตกใจกลัว
คำเตือนจากเจ้าหน้าที่
ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) เตือนประชาชนว่า หน่วยงานราชการหรือธนาคารจะไม่โทรศัพท์แจ้งให้โอนเงินหรือติดตั้งแอปพลิเคชันใดๆ หากได้รับโทรศัพท์ลักษณะนี้ ให้วางสายทันทีและแจ้งสายด่วน 191 หรือ 1441 เพื่อตรวจสอบข้อมูล
นอกจากนี้ ควรตรวจสอบหมายเลขโทรศัพท์ที่โทรเข้ามาว่าเป็นหมายเลขของหน่วยงานนั้นจริงหรือไม่ และไม่ควรดาวน์โหลดแอปพลิเคชันที่ไม่รู้จักหรือที่ได้รับการแนะนำจากบุคคลที่ไม่น่าเชื่อถือ โดยเฉพาะแอปที่ขออนุญาตเข้าถึงข้อความ SMS หรือข้อมูลบัญชีธนาคาร
ผลกระทบทางจิตใจ
นายสมศักดิ์บอกว่า หลังจากเกิดเหตุ ตนรู้สึกเครียดและนอนไม่หลับ ต้องกินยาคลายเครียด เนื่องจากเงินที่เสียไปเป็นเงินก้อนสุดท้ายที่เหลืออยู่ ตนอยากให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเร่งติดตามตัวคนร้ายมาดำเนินคดีโดยเร็ว
ทั้งนี้ คดีดังกล่าวอยู่ระหว่างการสืบสวนของตำรวจ ซึ่งจะตรวจสอบเส้นทางการเงินและกล้องวงจรปิดเพื่อติดตามตัวผู้กระทำผิดต่อไป



