สะเทือนใคร "ซุน หมิงเฉิน" ซุกคลังแสง จีนเทาในเงามืด ?
"ซุน หมิงเฉิน" ซุกคลังแสง จีนเทาในเงามืด เตรียมก่อเหตุ

ซุน หมิงเฉิน (Sun Mingchen) วัย 30 ปี เดินทางเข้าประเทศไทยเมื่อปี 2557 ในฐานะนักท่องเที่ยว และทำบัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทยครั้งแรก หรือ “บัตรสีชมพู” เมื่อวันที่ 2 ส.ค. 2565 ต่อมาได้ย้ายเข้าทะเบียนไปอยู่ในพื้นที่ อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ ในปีเดียวกันได้ย้ายถิ่นฐานถาวร มาอาศัยในอยู่ที่เขตคลองสามวา กรุงเทพมหานคร และขอทำบัตรใหม่ในครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 12 ต.ค. 2565 ต่อมาวันที่ 9 พ.ย. 2566 ย้ายออกจากบ้านหลังดังกล่าว และกลับเข้าบ้านหลังเดิมอีกครั้งพร้อมขอทำบัตรครั้งที่ 3 กรณีบัตรชำรุด เมื่อวันที่ 14 พ.ย. 2566 ถือมีพฤติกรรมที่น่าสงสัยและผิดปกติ แต่กลับถูกมองข้าม หากไม่เกิดเหตุการณ์ รถเก๋งพลิกคว่ำในพื้นที่ สภ.นาจอมเทียน อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี เมื่อค่ำวันที่ 9 พ.ค.2569 ที่ผ่านมา การเข้าตรวจค้นคลังลับที่เต็มไปด้วยอาวุธปืนสงครามและระเบิด C4 และปืน M16 ซึ่ง ซุน หมิงเฉิน เป็นเจ้าของทั้งหมดคงไม่เกิดขึ้น และอาจไม่มีการสืบขยายผล แต่อาจเกิดโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่กลางเมืองที่ไหนสักแห่งหนึ่งก็เป็นไปได้

คลังแสงมหาศาล พร้อมก่อเหตุรุนแรง

ไม่เพียงอาวุธร้ายแรงในรถยนต์ที่พบ แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจยังตรวจเจอปืน M16 จำนวน 2 กระบอก, กระสุนขนาด 5.56 มม. รวมกว่า 791 นัด, ปืนสั้น Glock 26 จำนวน 1 กระบอก, ระเบิดแสวงเครื่อง, ทุ่นระเบิดสังหารบุคคลของรัสเซีย, และระเบิดพลาสติก C4 หนักเกือบ 5 กิโลกรัม กับดักระเบิดสังหารบุคคล POMZ2 (รัสเซีย) 4 ลูก ระเบิดสังหารแบบขว้างจากหลายประเทศ รวม 6 ลูก เชื้อปะทุไฟฟ้า และชุดรีโมทรับ-ส่ง 2 ชุด อุปกรณ์อื่น ๆ เสื้อเกราะกันกระสุน 3 ตัว, หน้ากากกันแก๊สพิษ และน้ำมันเบนซิน 80 ลิตร เตรียมพร้อมสำหรับการก่อเหตุรุนแรง

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

เชื่อมโยงกองกำลัง BHQ ในกัมพูชา

แม้ขณะนี้ “ซุน หมิงเฉิน” ยังปิดปากเงียบ ไม่ยอมให้การใด ๆ แต่จากการตรวจสอบประวัติเบื้องต้นของเจ้าหน้าที่พบว่า ผู้ต้องหาถือพาสปอร์ต 2 สัญชาติ จีนและกัมพูชา อยู่มานานต่อเนื่องรวมแล้วประมาณ 12 ปี และมีการเดินทางข้ามไปมาระหว่าง ไทย-กัมพูชา เป็นประจำ และยังพบคลิป ซึ่งเป็นหลักฐานสำคัญที่บ่งชี้ว่า มีการเข้าร่วมการฝึกอาวุธสงครามกับหน่วย BHQ ในกัมพูชา กลุ่มกองกำลัง BHQ (Bodyguard Headquarters) หรือ กองกำลังทหารพิเศษ ถือเป็นหน่วยสายตรงของสมเด็จฮุนเซนและตระกูลฮุน ซึ่งมีความลับสูงและปิดที่สุดในกัมพูชา โดยไม่ได้ขึ้นกับโครงสร้างกองทัพปกติ แต่เป็น "หน่วยทหารในเงา" มีวิวัฒนาการมาจาก "กองพลน้อยที่ 70" ซึ่งเป็นหน่วยทหารหลักในการทำรัฐประหารปี 2540 ที่ทำให้ฮุนเซนยึดอำนาจเบ็ดเสร็จ โดยภารกิจหลักของ BHQ คือการ อารักขาผู้นำ การต้านรัฐประหาร และการป้องกันอำนาจของตระกูลฮุน เป็นสำคัญ กองกำลังนี้บัญชาการโดย พล.อ.ฮิง บุญเธียน นายพลคนสนิทของฮุนเซน ซึ่งเคยถูกสหรัฐฯ คว่ำบาตรในปี 2018 จากการถูกกล่าวหาว่าละเมิดสิทธิมนุษยชน BHQ มีกำลังพลประมาณ 3,000–5,000 นาย และได้รับงบประมาณแยกต่างหากจากกระทรวงกลาโหม จึงทำให้มีความคล่องตัวสูง

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

ตรวจสอบเส้นทางอาวุธและบัตรสีชมพู

มีรายงานจากชุดเข้าตรวจค้นพบว่า อาวุธสงครามที่ผู้ต้องหาอ้างว่า สั่งจากออนไลน์เพื่อสะสมไว้เนื่องจากความชอบส่วนตัวกลับว่า กระสุนบางส่วนมีรหัส LOT RTA ซึ่งเป็นของกรมสรรพาวุธทหารบกไทย ตำรวจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังขยายผลว่าอาวุธสงครามดังกล่าวหลุดออกมาจากคลังได้อย่างไร และมีใครเข้าไปเกี่ยวข้องหรือไม่ “นายกฯ ได้กำชับให้มีการตรวจสอบย้อนหลังว่า มีพื้นที่ใดบ้างที่ในปัจจุบันที่มีคนจีนเข้าไปพักอาศัย และมีพฤติกรรมผิดปกติ และให้กรมการปกครอง ตรวจสอบในอำเภอตลอดแนวชายแดนว่า มีการออกบัตรชมพู ไปให้ใครบ้าง เพื่อนำข้อมูลมาประกอบแผนประทุษกรรม ตอนนี้พุ่งเป้าไปในพื้นที่ที่เจ้าหน้าที่เคยเข้าไปปฏิบัติการตรวจค้นจับกุม ทั้งหมด” แหล่งข่าวจากกรมการปกครองระบุ ขณะที่แหล่งข่าวด้านความมั่นคง เปิดเผยว่า พบข้อมูลยืนยันว่า คนร้ายมีความพยายามเข้ามาก่อวินาศกรรมในเขตเมือง แม้จะพบหลักฐานบางส่วน แต่คนร้ายไม่ยอมเปิดปาก

กรณีของ ซุน หมิงเฉิน ไม่เกี่ยวข้องกับ เฉิงเจ้า หวู ชาวจีนที่ได้สัญชาติไทยในพื้นที่เขตบางแค ซึ่งได้รับสัญชาติไทยตั้งแต่ปี 2551 และประกอบธุรกิจค้าส่ง-ค้าปลีกอุปกรณ์โทรศัพท์ แม้เขายืนยันว่าไม่รู้จัก “หมิงเฉิน ซัน” ชาวจีนเจ้าของคลังแสงที่ตรวจยึดได้ใน จ.ชลบุรี แต่ต้องตรวจสอบขยายผลต่อไป

“สิ่งที่แต่ละหน่วยต้องทำ คือ เอาแผนประทุษกรรมมากางดู หน่วยที่มีหน้าที่ตรวจสอบบัตรสีชมพู การออกบัตร ก็ต้องไปดูว่า มันออกมาได้อย่างไร ให้แต่พื้นที่ย้อนกลับไปตรวจสอบข้อมูลย้อนหลังเรื่อง ถิ่นที่อยู่อาศัย การจดทะเบียน ในแต่ละเขตกทม.เขตไหนที่มีชาวต่างจากจดทะเบียนเข้าย้ายเข้ามาพักอาศัยมากที่สุด ก่อนเข้ามา และขณะนี้ย้ายไปอยู่ที่ไหนบ้าง ส่วน เคสคนร้ายที่พัทยา มีคำถามว่า เหตุใดจึงไปจดทะเบียนและขอมีบัตรสีชมพูที่ อ.เชียงดาว” แหล่งข่าวระบุ

อย่างไรก็ตาม จะมีการตรวจสอบโดยตรวจสอบเชิงระบบไล่ตรวจทุกเขต โดยเฉพาะในกทม. เพื่อให้เห็นภาพรวมทั้งหมด และต้องย้อนกลับไปดูต้นขั้วสำเนาเอกสารหลักฐานว่า “หมิงเฉิน ซัน” ย้ายทะเบียนบ้านเข้าอยู่ที่อ.เชียงดาวได้ เพราะแต่งงานหรือว่ามีเจ้าหน้าที่ทุจริต อาจย้ายเข้ามาเพื่อจะสวมสิทธิชนกลุ่มน้อย หรือแต่งงานหลอก ๆ เพื่อจะได้ทำบัตรประจำตัวผู้ไม่มีสถานะทางทะเบียน เพื่อให้ได้บัตรประชาชนต่อไป

ส่วนพื้นที่อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ก็ต้องตรวจสอบกลับไปด้วย เนื่องจากเมื่อต้นปี 2569 เคยตรวจพบความผิดปกติในการทำบัตรของสำนักทะเบียนอำเภอเชียงดาว, สำนักทะเบียนท้องถิ่นเทศบาลตำบลเมืองนะ และสำนักทะเบียนท้องถิ่นเทศบาลตำบลทุ่งข้าวพวง ทั้งในลักษณะเป็นเครือข่ายและมีความเชื่อมโยงกัน ทั้งการสวมตัวทำบัตรประชาชนคนสัญชาติไทยของเครือข่ายจีนเทาที่มีการเรียกค่าไถ่ตัดนิ้ว เมื่อปี 2565 ว่าเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันหรือไม่ อย่างไร

ข้อกล่าวหาและความคืบหน้าล่าสุด

ซุน หมิงเฉิน ถูกเจ้าหน้าที่แจ้งข้อกล่าวหาหนักหลายกระทง ทั้ง มีอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต, พกพาอาวุธปืนไปในที่สาธารณะโดยไม่มีเหตุอันควร, ครอบครองอาวุธปืนที่นายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตได้, ครอบครองวัตถุระเบิดโดยไม่ได้รับอนุญาต และครอบครองยุทธภัณฑ์โดยไม่ได้รับอนุญาตจากปลัดกระทรวงกลาโหม ขณะเดียวกันได้ถูกเพิกถอนการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักร หรือ “แบล็กลิสต์” โดยได้มีการแจ้งสิทธิ์ให้ผู้ต้องหารับทราบแล้ว เตรียมผลักดันออกนอกประเทศทันที หลังสิ้นสุดกระบวนการทางกฎหมาย

ก่อนหน้านี้ น.ส.จันทิมา อดีตภรรยา ให้การว่า เคยจดทะเบียนสมรสกับ ซุน หมิงเฉิน เมื่อวันที่ 20 ก.ค. 2565 ก่อนจะจดทะเบียนหย่าเมื่อวันที่ 21 เม.ย. 2568 ทั้งคู่รู้จักกันระหว่างรับประทานอาหารที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง ก่อนคบหาและใช้ชีวิตร่วมกันช่วงหนึ่ง ซึ่งหลังแต่งงาน ซุน หมิงเฉินจะเดินทางเข้า-ออกประเทศไทยเป็นประจำ โดยอ้างว่าทำธุรกิจเกี่ยวกับรถเช่าในประเทศเกาหลี และมักพักอาศัยอยู่ในพื้นที่พัทยามากกว่า

ล่าสุดจากการสอบสวนขยายผล วันนี้ (11 พ.ค.2569) เจ้าหน้าที่สามารถควบคุมตัวผู้ร่วมขบวนการค้าอาวุธสงครามได้เพิ่มอีก 5 ราย คือ นายคเชนทร์ ครูฝึกสนามยิงปืน นายจำลอง เจ้าของบัญชีม้า พันจ่าเอก เมธี จ่าเอก วัชรินทร์ และพันจ่าเอก ปฐมพล อดีตข้าราชการทหารเรือ เจ้าหน้าที่จึงแจ้งข้อกล่าวหาร่วมกันมีและจำหน่ายอาวุธปืนที่นายทะเบียนไม่สามารถออกใบอนุญาตได้ เบื้องต้นผู้ต้องหาทั้ง 5 รายยังคงให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา และขอต่อสู้คดีเพื่อแสดงความบริสุทธิ์ในชั้นศาล ขณะที่ เจ้าหน้าที่ยังคงสอบปากคำ “หมิง เฉินซัน” อย่างต่อเนื่อง หลังจากนี้ตำรวจ ตม.ชลบุรี จะควบคุมตัวผู้ต้องหาส่งศาลจังหวัดพัทยาต่อไป ยังเป็นคดีที่ต้องติดตามว่า ซุน หมิงเฉิน ที่ซุกคลังแสงจำนวนมากนั้น ต้องการเข้ามาก่อเหตุโดยมีแรงผลักอะไรอยู่เบื้องหลัง และเกี่ยวข้องสัมพันธ์ในเงามืดกับกลุ่มกองกำลัง BHQ อย่างไร