กกร. และเครือข่ายภาคเอกชน หวั่นคะแนน CPI ไทยตกต่ำอันดับ 116 ของโลก ส่งผลต่อความเชื่อมั่นนักลงทุนและเป้าหมาย OECD
กกร. ห่วงคะแนน CPI ไทยตกต่ำอันดับ 116 ของโลก กระทบความเชื่อมั่น

กกร. และเครือข่ายภาคเอกชนแสดงความกังวลต่อคะแนน CPI ไทยที่ตกต่ำที่สุดในรอบ 14 ปี

วันนี้ (11 กุมภาพันธ์ 2569) นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) และเครือข่าย "กกร และเพื่อน ไม่ทน" มีความวิตกกังวลอย่างมาก หลังจากผลการประเมินดัชนีภาพลักษณ์การคอร์รัปชัน (Corruption Perceptions Index: CPI) ประจำปี 2568 โดยองค์กร Transparency International ซึ่งประเทศไทยได้คะแนนเพียง 33 จาก 100 คะแนน ทำให้อยู่ในอันดับที่ 116 ของโลก นับเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 14 ปี และต่ำกว่าค่าเฉลี่ยโลกที่ 42 คะแนนอย่างมีนัยสำคัญ

ผลกระทบต่อความเชื่อมั่นนักลงทุนและเป้าหมาย OECD

คะแนน CPI ที่ลดลงอย่างต่อเนื่องนี้สะท้อนให้เห็นถึงภาพลักษณ์ด้านความโปร่งใสของประเทศที่ถดถอยลง ซึ่งอาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ การจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของไทย และเป้าหมายระยะยาวในการเข้าสู่การเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD) ที่ให้ความสำคัญกับหลักธรรมาภิบาล ความโปร่งใส และหลักนิติธรรมเป็นอย่างยิ่ง

นายพจน์ กล่าวเสริมว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การที่คะแนนลดลงในมิติที่เกี่ยวข้องกับมุมมองของภาคธุรกิจและนักลงทุนนั้น ชี้ให้เห็นว่าความเชื่อมั่นต่อระบบการแข่งขัน ความโปร่งใสในการดำเนินธุรกิจ และกระบวนการยุติธรรม ยังคงเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องเร่งแก้ไขอย่างจริงจัง

ข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลและภาครัฐ

แม้ว่ารัฐบาลในปัจจุบันจะอยู่ในสถานะรักษาการ แต่กกร. และเครือข่ายฯ เห็นว่ายังคงมีอำนาจและหน้าที่ในการกำหนดทิศทางเชิงนโยบายและสั่งการเชิงบริหารเพื่อรักษาเสถียรภาพและภาพลักษณ์ของประเทศ จึงควรเร่งดำเนินการยกระดับมาตรการต่อต้านคอร์รัปชันให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล พร้อมทั้งเสริมสร้างความเป็นอิสระ โปร่งใส และประสิทธิภาพของกระบวนการยุติธรรม รวมถึงลดอิทธิพลที่ไม่เหมาะสมต่อกระบวนการตัดสินใจเชิงนโยบาย และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนและการคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแส

นอกจากนี้ กกร. และเครือข่ายฯ ยังได้เสนอให้เร่งเชื่อมโยงข้อมูลข้ามหน่วยงานรัฐ (Connect-the-Dots) เพื่อให้มี Data Bureau ที่สามารถบังคับใช้ได้อย่างเป็นระบบ โดยประสานงานกับหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง เช่น ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (กลต.) กรมศุลกากร กรมพัฒนาธุรกิจการค้า สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) เพื่อให้เกิดการทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ

กรอบดำเนินงาน 6 ด้านต้านทุจริต

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า แม้จะผ่านการเลือกตั้งมาแล้ว และภาคเอกชนได้ขับเคลื่อนกระตุ้นให้ทุกพรรคการเมืองมีนโยบายต่อต้านคอร์รัปชันที่ชัดเจนและลงมือทำจริง แต่เครือข่าย "กกรและเพื่อนไม่ทน" ยังคงจะดำเนินการต่อตามกรอบดำเนินงาน 6 ด้านต้านทุจริตที่ประกาศไว้ตั้งแต่ปีที่แล้ว ซึ่งประกอบด้วย:

  • การปลูกฝังจิตสำนึก – สร้างวัฒนธรรมองค์กรและสังคมที่ยึดประโยชน์ส่วนรวม
  • นโยบายต่อต้านการทุจริต – กำหนดมาตรฐานชัดเจน ครอบคลุมการคัดเลือกบุคลากร การประเมินผล และการคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแส
  • ระบบบริหารความเสี่ยง – วิเคราะห์และจัดการความเสี่ยงการทุจริตเชิงโครงสร้าง
  • เทคโนโลยีและข้อมูล – ใช้ Big Data และระบบดิจิทัลเพื่อตรวจจับความผิดปกติ
  • การเปิดเผยข้อมูลภาครัฐ (Open Data) – เพิ่มความโปร่งใสและการเข้าถึงข้อมูล
  • ช่องทางร้องเรียนที่ปลอดภัย – สะดวก รวดเร็ว และคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแสอย่างเป็นรูปธรรม

ปัญหาสินบนและผลกระทบเชิงโครงสร้าง

นายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย กล่าวเสริมว่า ประเด็นสำคัญที่กกร. และเครือข่ายฯ จะดำเนินการต่อจากการสำรวจการเลือกตั้ง คือ ปัญหา "10 สินบนที่ภาคเอกชนต้องจ่าย" ซึ่งสินบนได้กลายเป็นต้นทุนที่เพิ่มขึ้นอย่างไม่เป็นธรรม ขณะที่ความไม่โปร่งใสในหน่วยงานรัฐทำให้ภาคเอกชนต้องจ่ายใต้โต๊ะเพื่อให้ได้ใบอนุญาตหรือการอนุมัติ จนนำไปสู่ความไม่เป็นธรรมในการแข่งขันทางธุรกิจ

นายผยง เน้นย้ำว่า ปัญหาคอร์รัปชันไม่ใช่เพียงประเด็นทางศีลธรรมเท่านั้น แต่เป็นปัจจัยเชิงโครงสร้างที่กระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศ หากไม่เร่งดำเนินการอย่างจริงจัง ประเทศไทยอาจสูญเสียโอกาสด้านการลงทุน ไม่สามารถยกระดับมาตรฐานสากล และอาจขัดขวางการก้าวเข้าสู่ OECD ในอนาคต

อย่างไรก็ตาม ภาคเอกชนพร้อมที่จะทำงานร่วมกับภาครัฐและหน่วยงานกำกับดูแล เพื่อกอบกู้ความเชื่อมั่นของประเทศไทย และผลักดันให้ความโปร่งใสกลายเป็นรากฐานสำคัญที่นำไปสู่การค้าและการลงทุนในประเทศ ความสามารถในการแข่งขันของภาคเอกชนไทย การเพิ่มรายได้ของประชาชน และการเติบโตทางเศรษฐกิจที่มีคุณภาพและยั่งยืนในระยะยาว