ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา ประกาศเมื่อวันจันทร์ที่ 20 มกราคม 2568 ว่า จะเรียกเก็บภาษีนำเข้าในอัตรา 25% จากสินค้าที่นำเข้าจากเม็กซิโกและแคนาดา โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2568 เป็นต้นไป การประกาศดังกล่าวมีขึ้นเพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากทรัมป์เข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยที่สอง
เหตุผลในการเก็บภาษี
ทรัมป์ระบุว่า การเก็บภาษีครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อกดดันให้เม็กซิโกและแคนาดาดำเนินมาตรการที่เข้มงวดมากขึ้นในการควบคุมการลักลอบนำเข้ายาเสพติด โดยเฉพาะเฟนทานิล และการอพยพข้ามพรมแดนอย่างผิดกฎหมาย เขากล่าวว่า มาตรการภาษีนี้จะคงอยู่จนกว่าทั้งสองประเทศจะแสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าที่ชัดเจนในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว
ปฏิกิริยาจากเม็กซิโกและแคนาดา
ประธานาธิบดีคลอเดีย เชนบาวม์ แห่งเม็กซิโก และนายกรัฐมนตรีจัสติน ทรูโด แห่งแคนาดา ต่างแสดงความไม่พอใจต่อการประกาศดังกล่าว โดยระบุว่า มาตรการภาษีนี้จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของทั้งสามประเทศ และอาจนำไปสู่การตอบโต้ทางการค้า ทั้งสองประเทศกำลังพิจารณามาตรการตอบโต้ที่เหมาะสม
ผลกระทบต่อเศรษฐกิจ
นักเศรษฐศาสตร์เตือนว่า การเก็บภาษีนำเข้าในอัตราสูงเช่นนี้ อาจส่งผลให้ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคในสหรัฐฯ สูงขึ้น โดยเฉพาะสินค้าเกษตรและยานยนต์ที่นำเข้าจากเม็กซิโกและแคนาดา นอกจากนี้ ยังอาจกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานในภูมิภาคอเมริกาเหนือ ซึ่งมีความเชื่อมโยงกันอย่างแน่นหนาภายใต้ข้อตกลง USMCA
ทั้งนี้ ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวลดลงเล็กน้อยในวันเดียวกัน เนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับสงครามการค้าที่อาจเกิดขึ้นอีกครั้ง ขณะที่ค่าเงินเปโซของเม็กซิโกและดอลลาร์แคนาดาอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ
ท่าทีของสหรัฐฯ
ทำเนียบขาวยืนยันว่า ประธานาธิบดีทรัมป์พร้อมที่จะใช้มาตรการภาษีเป็นเครื่องมือในการต่อรองเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชาติ และจะไม่ลังเลที่จะเพิ่มอัตราภาษีหากจำเป็น โฆษกทำเนียบขาวกล่าวว่า สหรัฐฯ คาดหวังให้เม็กซิโกและแคนาดาให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ในการแก้ไขปัญหายาเสพติดและการอพยพ



