ดร.เสรี วงษ์มณฑา นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ ออกมาแสดงความเห็นกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องสอบสวนพรรคเพื่อไทย กรณีการเสนอชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีว่า คดีนี้ไม่น่าจะนำไปสู่การยุบพรรค และจะไม่ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาลชุดปัจจุบัน
ดร.เสรี ชี้คดียุบพรรคเพื่อไทยเป็นกระบวนการปกติ
ดร.เสรีกล่าวว่า การที่ศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องไว้พิจารณาเป็นเพียงขั้นตอนปกติของกระบวนการยุติธรรม ไม่ได้หมายความว่าพรรคเพื่อไทยจะถูกยุบพรรค โดยมองว่าข้อกล่าวหานี้ยังมีจุดอ่อนหลายประการ และพรรคเพื่อไทยมีโอกาสสูงที่จะต่อสู้คดีได้สำเร็จ
“การรับคำร้องเป็นเรื่องปกติของศาลรัฐธรรมนูญ ไม่ได้หมายความว่าพรรคจะผิด แต่เป็นกลไกที่เปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายได้ชี้แจง” ดร.เสรีระบุ
ไม่กระทบต่อรัฐบาลและพรรคร่วมรัฐบาล
นักวิชาการท่านนี้ยังมองว่า แม้ในกรณีที่เลวร้ายที่สุดคือศาลมีคำสั่งยุบพรรคเพื่อไทย ก็จะไม่กระทบต่อการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของแพทองธาร ชินวัตร เนื่องจากนายกฯ ไม่ได้เป็นกรรมการบริหารพรรค และพรรคร่วมรัฐบาลอื่นๆ ยังคงสนับสนุนรัฐบาลต่อไป
“ถึงยุบพรรคเพื่อไทย ก็ไม่ยุบรัฐบาล เพราะนายกฯ ไม่ใช่กรรมการบริหารพรรค และพรรคร่วมยังอยู่ครบ” ดร.เสรีกล่าว
ข้อกล่าวหามีจุดอ่อน โอกาสรอดสูง
ดร.เสรีวิเคราะห์ข้อกล่าวหาที่ว่าพรรคเพื่อไทยเสนอชื่อผู้ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองเป็นแคนดิเดตนายกฯ ว่าเป็นประเด็นที่ถกเถียงได้ เนื่องจากในขณะนั้นยังไม่มีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ชัดเจน ทำให้พรรคสามารถอ้างความไม่ชัดเจนของกฎหมายได้
“ข้อกล่าวหานี้ยังไม่ชัดเจน เพราะตอนนั้นศาลยังไม่ได้วินิจฉัย ทำให้พรรคสามารถโต้แย้งได้” ดร.เสรีระบุ
นอกจากนี้ ดร.เสรียังมองว่า การยุบพรรคการเมืองเป็นมาตรการที่รุนแรงเกินไปสำหรับกรณีนี้ และศาลรัฐธรรมนูญน่าจะใช้ดุลพินิจอย่างรอบคอบ โดยอาจลงโทษในรูปแบบอื่น เช่น การปรับเงิน หรือการตัดสิทธิ์กรรมการบริหารพรรคเป็นระยะเวลา 5-10 ปี แทนการยุบพรรค
ผลกระทบต่อการเมืองไทยในระยะยาว
แม้ดร.เสรีจะเชื่อว่าคดีนี้ไม่ส่งผลกระทบต่อรัฐบาล แต่ก็ยอมรับว่าอาจส่งผลต่อบรรยากาศทางการเมืองในระยะยาว โดยเฉพาะความเชื่อมั่นของนักลงทุนและต่างชาติที่จับตาดูเสถียรภาพของรัฐบาลไทย
“การเมืองไทยต้องเดินหน้าต่อไป ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับพรรคเพื่อไทย รัฐบาลยังต้องทำงานเพื่อประชาชน” ดร.เสรีทิ้งท้าย



