ศุลกากรชี้แจงกรณียึดรถเมล์ซันลอง 99 คัน จอดทิ้งเกือบ 10 ปี ยันดำเนินการตามกฎหมาย
ศุลกากรแจงกรณียึดรถเมล์ซันลอง 99 คัน จอดเกือบ 10 ปี

กรมศุลกากรได้ออกมาชี้แจงอย่างเป็นทางการแล้ว เกี่ยวกับกรณีรถเมล์ยี่ห้อซันลอง จำนวน 99 คัน ซึ่งถูกยึดไว้เป็นของกลางและจอดทิ้งอยู่ที่ท่าเรือแหลมฉบังเป็นเวลานานเกือบ 10 ปี โดยยืนยันว่าการดำเนินการทุกขั้นตอนเป็นไปตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด และไม่ได้นิ่งนอนใจแต่อย่างใด

ที่มาของกรณีรถเมล์ซันลอง 99 คัน

กรณีนี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2559 เมื่อกรมศุลกากรตรวจพบการสำแดงแหล่งที่มาเท็จของรถเมล์ซันลองสีฟ้าจำนวน 99 คัน ซึ่งเดิมมีแผนจะนำไปใช้งานกับองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ หรือ ขสมก. เพื่อให้บริการประชาชน แต่กลับถูกตั้งข้อกล่าวหาเพื่อหวังใช้สิทธิ์ในการยกเว้นภาษีอย่างไม่ถูกต้อง

การอายัดและจอดทิ้งเป็นเวลานาน

หลังจากนั้น กรมศุลกากรได้ทำการอายัดรถเมล์ทั้งหมดไว้เป็นของกลาง และกักเก็บไว้ที่ท่าเรือแหลมฉบัง จนถึงปัจจุบันเป็นเวลานานเกือบ 10 ปี ทำให้เกิดคำถามจากสาธารณชนเกี่ยวกับการจอดทิ้งรถในสภาพที่ต้องเผชิญกับแดด ฝน และลมทะเล ซึ่งอาจส่งผลให้สภาพรถทั้งภายนอกและภายในเสื่อมสภาพอย่างรุนแรง

ผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งได้โพสต์ภาพเปรียบเทียบลงในกลุ่มรวมมิตรเรื่องรถเมล์ : Bangkokbusclub Cafe ชี้ให้เห็นว่ารถเมล์ทั้ง 99 คันยังคงจอดอยู่ที่บริเวณเดิม และตั้งข้อสงสัยว่าหากนำมาซ่อมแซมและใช้งานต่ออาจไม่คุ้มทุนแล้ว รวมถึงความกังวลว่าการจอดทิ้งเช่นนี้จะดำเนินต่อไปจนถึงเมื่อใด

คำชี้แจงจากอธิบดีกรมศุลกากร

นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร ได้ให้สัมภาษณ์กับทีมผู้สื่อข่าว PPTV ถึงกรณีดังกล่าว โดยระบุว่า ขณะนี้เรื่องนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาตามกระบวนการทางกฎหมาย ซึ่งต้องมีการขึ้นศาลเพื่อตัดสินคดีอย่างเป็นทางการ

"ตามหน้าที่ของกรมศุลกากร เราต้องยึดรถเมล์เหล่านี้ไว้เป็นของกลางจนกว่าศาลจะตัดสินคดี" นายพันธ์ทองกล่าว พร้อมย้ำว่าไม่ได้นิ่งนอนใจ และทุกขั้นตอนดำเนินการอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

ขั้นตอนต่อไปหลังศาลตัดสิน

หากศาลตัดสินว่ามีความผิดจริง ของกลางทั้งหมดซึ่งรวมถึงรถเมล์ซันลอง 99 คัน จะต้องตกเป็นของแผ่นดิน และจะถูกนำไปจำหน่ายเป็นซากต่อไป กระบวนการนี้เป็นไปตามระเบียบที่กำหนดไว้ เพื่อป้องกันการสูญเสียทรัพย์สินของรัฐ

กรมศุลกากรยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดในทุกกรณี เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในระบบการค้าและการขนส่งของประเทศ โดยหวังว่าการชี้แจงครั้งนี้จะช่วยคลายข้อสงสัยและสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้กับประชาชน