ศาลรัฐธรรมนูญนัดชี้ชะตานายกฯ เศรษฐา 14 ส.ค. ปมตั้งพิชิต
ศาลรัฐธรรมนูญนัดชี้ชะตานายกฯ เศรษฐา 14 ส.ค. (30.06.2026)

ศาลรัฐธรรมนูญนัดแถลงด้วยวาจาและลงมติคดีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ยื่นคำร้องขอให้วินิจฉัยว่านายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี สิ้นสุดความเป็นรัฐมนตรีเป็นการเฉพาะตัวหรือไม่ ในวันที่ 14 สิงหาคม 2567 เวลา 15.00 น.

ปมแต่งตั้งพิชิต ชื่นบาน รัฐมนตรีที่ขาดคุณสมบัติ

คดีนี้สืบเนื่องมาจากการที่นายเศรษฐาแต่งตั้งนายพิชิต ชื่นบาน เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ทั้งที่รู้หรือควรรู้ว่านายพิชิตขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ เนื่องจากเคยถูกศาลฎีกามีคำสั่งจำคุกในคดีละเมิดอำนาจศาลเมื่อปี 2564

นายพิชิตถูกศาลฎีกาพิพากษาจำคุก 6 เดือน ฐานละเมิดอำนาจศาล จากการที่เคยเป็นทนายความให้กับนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และนำเงิน 2 ล้านบาทไปวางที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม เพื่อให้มีการเปลี่ยนแปลงคำพิพากษา ซึ่งต่อมานายพิชิตได้รับพระราชทานอภัยโทษแต่ยังคงมีสถานะเป็นผู้ต้องโทษจำคุกตามคำพิพากษา

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

ไทม์ไลน์คดีและการต่อสู้ของฝ่ายนายกฯ

เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2567 กลุ่มผู้ยื่นคำร้อง 40 คน นำโดยนายธีรยุทธ สุวรรณเกษร และนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยว่านายกฯ เศรษฐาสิ้นสุดความเป็นรัฐมนตรีหรือไม่

ต่อมาวันที่ 18 มิถุนายน ศาลรัฐธรรมนูญมีมติรับคำร้องไว้พิจารณา พร้อมสั่งให้นายกฯ หยุดปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราวจนกว่าศาลจะมีคำวินิจฉัย ซึ่งนายเศรษฐาได้ปฏิบัติตามคำสั่งศาล โดยมีนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ทำหน้าที่รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

นายเศรษฐาให้การต่อศาลว่า การแต่งตั้งนายพิชิตเป็นการกระทำโดยสุจริต โดยอาศัยข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาที่ให้ความเห็นว่านายพิชิตมีคุณสมบัติครบถ้วน เนื่องจากโทษจำคุกของนายพิชิตเป็นโทษทางอาญาที่ไม่เกี่ยวกับการทุจริตหรือผิดจริยธรรมร้ายแรง และนายพิชิตได้รับการอภัยโทษแล้ว

ผลกระทบทางการเมืองและเศรษฐกิจ

หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่านายเศรษฐาสิ้นสุดความเป็นนายกรัฐมนตรี จะส่งผลให้คณะรัฐมนตรีทั้งคณะพ้นจากตำแหน่ง เนื่องจากนายกฯ เป็นหัวหน้ารัฐบาล และจะต้องมีการเลือกนายกฯ คนใหม่จากบัญชีรายชื่อของพรรคร่วมรัฐบาล ซึ่งพรรคเพื่อไทยยังคงมีสิทธิเสนอชื่อบุคคลที่เหมาะสม

สถานการณ์นี้สร้างความกังวลต่อความต่อเนื่องทางนโยบาย โดยเฉพาะนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ ซึ่งอาจชะลอตัวลงหากเกิดสุญญากาศทางการเมือง

อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นไทยและค่าเงินบาทยังคงทรงตัวในกรอบแคบ โดยนักลงทุนรอความชัดเจนจากคำวินิจฉัยของศาลในวันที่ 14 สิงหาคมนี้