คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติโครงการเติมเงินผ่านดิจิทัลวอลเล็ต (Digital Wallet) วงเงินรวม 5 แสนล้านบาท โดยใช้แหล่งเงินจากการกู้ยืมตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก คาดว่าจะช่วยเพิ่มผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ได้ 1.5%
รายละเอียดโครงการและกลุ่มเป้าหมาย
นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า โครงการนี้จะแจกเงินคนละ 10,000 บาท ให้กับประชาชนอายุ 16 ปีขึ้นไป ที่มีรายได้ไม่เกิน 70,000 บาทต่อเดือน และมีเงินฝากไม่เกิน 500,000 บาท คาดว่าจะมีผู้มีสิทธิ์ประมาณ 50 ล้านคน โดยเริ่มแจกจ่ายในช่วงปลายปี 2567 ผ่านแอปพลิเคชันทางรัฐ
รัฐบาลกำหนดเงื่อนไขให้ใช้จ่ายภายใน 6 เดือน ภายในร้านค้าที่ลงทะเบียนในระบบ และห้ามซื้อสินค้าออนไลน์หรือใช้ชำระหนี้ สินค้าที่ซื้อต้องเป็นสินค้าที่ผลิตในประเทศไทย ยกเว้นน้ำมันและก๊าซ
แหล่งเงินกู้และผลกระทบต่อหนี้สาธารณะ
นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ระบุว่า เงินกู้ 5 แสนล้านบาทจะถูกเบิกจ่ายในปีงบประมาณ 2567-2568 โดยจะทำให้หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นเป็น 64% ของจีดีพี ซึ่งยังอยู่ในกรอบวินัยการเงินการคลังที่กำหนดไว้ไม่เกิน 70%
“การกู้ครั้งนี้เป็นการลงทุนเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นและสร้างฐานภาษีในอนาคต” นายจุลพันธ์กล่าว
ข้อกังวลของนักเศรษฐศาสตร์
อย่างไรก็ตาม นักเศรษฐศาสตร์หลายสำนักแสดงความกังวลต่อการกู้เงินจำนวนมาก โดยเฉพาะภาระหนี้สาธารณะที่อาจส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือทางการคลังของประเทศ ดร.สมชัย จิตสุชน นักวิชาการอิสระ กล่าวว่า “การกู้เงินมาแจกอาจไม่ยั่งยืน ควรใช้มาตรการกระตุ้นที่ตรงจุดและมีประสิทธิภาพมากกว่า”
นอกจากนี้ ยังมีข้อห่วงใยเรื่องเงินเฟ้อที่อาจสูงขึ้น หากเงินจำนวนมากเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจในเวลาอันสั้น



