อนุทินชี้ตั้งรัฐบาลไม่รีบ รอ กกต.รับรองผล 100% ชี้เสียงท่วมท้นไม่มีปัญหา
อนุทินไม่รีบตั้งรัฐบาล รอ กกต.รับรองผล 100% ชี้เสียงท่วมท้น (12.02.2026)

อนุทินย้ำตั้งรัฐบาลไม่รีบ รอ กกต.รับรองผล 100% ชี้เสียงท่วมท้นไม่มีปัญหา

นายอนุทิน ชาญวีรกูล แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคภูมิใจไทย เปิดเผยถึงประเด็นการจัดตั้งรัฐบาลว่า ยังไม่ใช่เรื่องรีบร้อน โดยจะรอให้คณะกรรมการการเลือกตั้งหรือ กกต. รับรองผลการเลือกตั้ง 100% ก่อน เหมือนเป็นเรื่องชิลล์ๆ ที่ไม่มีอะไรเป็นปัญหา เนื่องจากประชาชนได้เทคะแนนเลือกพรรคภูมิใจไทยอย่างท่วมท้น

สูตรจัดตั้งรัฐบาลหลายแบบ เสียงเกินกึ่งสภาอย่างมั่นคง

สำหรับสูตรการจัดตั้งรัฐบาลนั้น มีหลายรูปแบบที่สามารถทำให้ได้เสียงสนับสนุนเกินกึ่งหนึ่งของสภาอย่างมั่นคง เช่น สูตรแรกที่ประกอบด้วยพรรคภูมิใจไทย 193 เสียง พรรคเพื่อไทย 74 เสียง และพรรคกล้าธรรม 58 เสียง รวมเป็น 325 เสียง ซึ่งจะทำให้รัฐบาลมีเสถียรภาพแน่นปึ้ก

หรือสูตรถัดมา ที่เปลี่ยนจากพรรคกล้าธรรม เป็นพรรคประชาธิปัตย์ 22 เสียง รวมเป็น 289 เสียง ซึ่งเกินกึ่งหนึ่งของสภาประมาณ 30-40 คน และอีกสูตรคือการรวม 2 พรรคหลักคือภูมิใจไทยกับเพื่อไทยได้ 267 เสียง แล้วเติมพรรคเล็กพรรคน้อยอีก 15-20 เสียง ให้ได้เสียงประมาณ 300 เสียง พร้อมให้วิปพรรคร่วมรัฐบาลคุมเข้มเสียง ส.ส. ให้แน่น

ความท้าทายในทางปฏิบัติจากบริบทการเมืองที่เปลี่ยนไป

อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติอาจไม่ง่ายแบบนั้น เนื่องจากปัจจัยหลายอย่าง รวมทั้งบริบทการเมืองที่เปลี่ยนไป อาทิ ข้อจำกัดจำนวนพรรคการเมืองใหญ่และกลางมีจำกัดแค่ 5 พรรค แต่อย่างน้อย 2 พรรคคือพรรคประชาชนและพรรคประชาธิปัตย์ ยังประกาศจุดยืนไม่ร่วมรัฐบาลเดียวกันกับพรรคกล้าธรรม

จากประเด็นที่พรรคกล้าธรรมถูกกล่าวหาว่าเชื่อมโยงกับกลุ่มทุนเทาและนักธุรกิจที่มีประเด็นคำถาม อย่างนายเบน สมิธ แม้ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า จะปฏิเสธไม่มีส่วนเกี่ยวข้องมาตลอด แต่เพราะถูกวิพากษ์วิจารณ์ ทำให้ในทุกสูตรตั้งรัฐบาลที่มีพรรคกล้าธรรมรวมอยู่ด้วย อาจกลายเป็นประเด็นร้อนและจุดอ่อนทันที

กระแสข่าวอ้างวงในอาจเลือกประชาธิปัตย์แทนกล้าธรรม

ด้วยเหตุนี้ จึงมีปรากฏกระแสข่าวอ้างวงในว่านายอนุทินจะไม่เลือกพรรคกล้าธรรม แต่จะเลือกพรรคประชาธิปัตย์มาแทนที่ โดยอ้างความขัดแย้งในสนามเลือกตั้งที่พรรคกล้าธรรมชนะผู้สมัครจากพรรคภูมิใจไทยในหลายเขต แต่เป็นเพียงข้ออ้างที่ดูมีน้ำหนักน้อยมาก

เพราะสำหรับนักเลือกตั้งอาชีพ ต่างรู้ดีว่าในสนามเลือกตั้งไม่มีมิตร ต้องแข่งกันเต็มที่เพื่อผู้ชนะหนึ่งเดียว เหตุผลหลักจึงน่าเป็นเรื่องความเชื่อมโยงดังกล่าวเสียมากกว่า

การดึงประชาธิปัตย์ร่วมรัฐบาลไม่ใช่เรื่องง่าย

อย่างไรก็ตาม การจะดึงพรรคประชาธิปัตย์มาแทนก็ไม่ใช่เรื่องง่าย และอาจไม่ตอบโจทย์ เนื่องจากนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ประกาศชัดแล้วว่าพร้อมจะเป็นฝ่ายค้าน

จากบทเรียนการเข้าร่วมรัฐบาลพรรคเพื่อไทยหนุนนางสาวแพรทองธาร ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี ที่แทบจะทำให้พรรคประชาธิปัตย์หายไปจากสาระบบพรรคการเมืองมาแล้ว คนในพรรคประชาธิปัตย์จึงน่าจะพร้อมและต้องการทำหน้าที่ฝ่ายค้าน เพื่อเรียกความศรัทธาและตุนคะแนนนิยมไว้

สูตร 2 พรรคใหญ่เสี่ยงต่อเสถียรภาพรัฐบาล

ส่วนสูตรที่มีเพียง 2 พรรคใหญ่คือภูมิใจไทยกับเพื่อไทย แล้วดึงพรรคเล็กเข้าร่วมรัฐบาล ยิ่งจะไม่เป็นผลดีต่อเสถียรภาพรัฐบาล เพราะเท่ากับทำให้ 3 พรรคสำคัญคือพรรคประชาชน ประชาธิปัตย์ และกล้าธรรม ทำหน้าที่ฝ่ายค้านพร้อมๆ กัน

โดยเฉพาะพรรคประชาธิปัตย์ที่โดดเด่นชัดเจนในการทำหน้าที่ฝ่ายค้าน 2 สมัยที่ผ่านมา และเคยได้รับการยอมรับว่าทำหน้าที่ฝ่ายค้านได้ดีกว่าเป็นรัฐบาลด้วยซ้ำในอดีต

สัญญาณจากธรรมนัสอาจเพิ่มสีสันในสมการจัดตั้ง

ขณะเดียวกัน ร.อ.ธรรมนัส ยังส่งสัญญาณถึงแกนนำพรรคภูมิใจไทยว่า พรรคกล้าธรรมมี ส.ส. ไม่ใช่แค่ 58 คน แต่ความจริงมีถึง 30 คนจากพรรคเล็กพรรคน้อยที่เป็นพันธมิตรหรือเกื้อกูลกันอยู่ แล้วอยากจะให้พรรคกล้าธรรมอยู่ฝ่ายรัฐบาลหรือเป็นฝ่ายค้าน

จึงทำให้อาจมี "สีส้ม" เข้ามาอยู่ในสมการอีกหนึ่งสูตรด้วย เพราะการคิดเฉพาะตัวเลขและสมการการเมืองอย่างเดียว อาจไม่ใช่เรื่องยากสำหรับการตั้งรัฐบาล แต่หากมองในทางปฏิบัติและมองข้ามช็อตถึงเรื่องเสถียรภาพรัฐบาล การตั้งรัฐบาล "อนุทิน 2" จะไม่ใช่เรื่องง่ายเช่นกัน