นายกฯ อนุทิน สั่งเร่งศึกษา “ยกเลิก MOU 2544” พร้อมรอ กกต. รับรองผลเลือกตั้งก่อนตั้งรัฐบาลใหม่
นายกฯ สั่งเร่งศึกษา “ยกเลิก MOU 2544” รอ กกต. รับรองผลเลือกตั้ง

ในการประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้เปิดเผยถึงนโยบายสำคัญจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย โดยเน้นย้ำถึงกระบวนการทางการเมืองที่ต้องดำเนินตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด

รอรับรองผลเลือกตั้งก่อนจัดตั้งรัฐบาล

นายอนุทิน กล่าวแสดงความยินดีกับรัฐมนตรีทุกคนที่ได้รับความไว้วางใจจากประชาชนจากการเลือกตั้งทั้งระบบเขตและบัญชีรายชื่อ แม้ว่าขณะนี้จะทราบผลคะแนนอย่างไม่เป็นทางการแล้ว แต่ยังคงต้องรอให้คณะกรรมการการเลือกตั้งดำเนินกระบวนการตามกฎหมายจนเสร็จสิ้น

ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ซึ่งได้รับความไว้วางใจให้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล นายกรัฐมนตรีย้ำว่าจะรอให้ กกต. ประกาศรับรองผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการก่อน จึงจะเริ่มกระบวนการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของประชาชนและหลักนิติธรรม

พร้อมกันนี้ นายอนุทิน ยังกำชับให้คณะรัฐมนตรีชุดปัจจุบันปฏิบัติหน้าที่ตามปกติอย่างเต็มที่จนกว่าจะมีคณะรัฐมนตรีชุดใหม่เข้ารับหน้าที่ เพื่อรักษาความต่อเนื่องในการบริหารประเทศ

สั่งการเร่งช่วยเหลือประชาชน

นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้ นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ติดตามงบประมาณและโครงการช่วยเหลือประชาชนที่ถูกชะลอในช่วงการเลือกตั้งให้เร่งดำเนินการโดยด่วน

เป้าหมายคือเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนอย่างทั่วถึงและทันท่วงที โดยเน้นการฟื้นฟูโครงการต่างๆ ที่มีความสำคัญต่อคุณภาพชีวิตของประชาชน

เร่งศึกษาแนวทางยกเลิก MOU 2544

นอกจากนี้ นายอนุทิน ได้สั่งการให้กระทรวงการต่างประเทศและกระทรวงกลาโหม ศึกษาแนวทางการยกเลิกบันทึกความเข้าใจ MOU 2544 โดยยึดถือประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญสูงสุด

นายกรัฐมนตรีชี้แจงว่า แม้การดำเนินการสู่การประกาศยกเลิก MOU 2544 ยังไม่ใช่หน้าที่ของรัฐบาลรักษาการในขณะนี้ แต่จำเป็นต้องเตรียมการไว้ล่วงหน้า จึงได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมความพร้อม

นายอนุทิน กล่าวย้ำว่า เนื่องจากบันทึกความเข้าใจฉบับนี้ไม่มีความคืบหน้าใดๆ มาอย่างยาวนาน จึงไม่มีประโยชน์ที่จะเก็บรักษาไว้ และควรพิจารณายกเลิกเพื่อประโยชน์ของชาติในระยะยาว

การสั่งการครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการทบทวนนโยบายต่างประเทศที่ล้าสมัย และมุ่งเน้นผลประโยชน์แห่งชาติเป็นหลัก พร้อมกับรักษากระบวนการประชาธิปไตยผ่านการรอรับรองผลเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ