สภาผู้แทนราษฎรของไทยได้สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ด้วยการลงมติเห็นชอบร่างกฎหมายสมรสเท่าเทียมในวาระที่ 3 เมื่อวันที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2567 โดยมีคะแนนเสียงเห็นด้วย 400 เสียง ไม่เห็นด้วย 10 เสียง และงดออกเสียง 2 เสียง นับเป็นครั้งแรกที่กฎหมายนี้ผ่านความเห็นชอบจากสภา หลังจากที่ถูกเสนอและอภิปรายกันมายาวนานหลายปี
รายละเอียดของกฎหมายสมรสเท่าเทียม
ร่างกฎหมายดังกล่าวมีสาระสำคัญในการแก้ไขประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1448 ที่เดิมระบุว่าการสมรสกระทำได้เฉพาะระหว่างชายและหญิง โดยเปลี่ยนเป็น "บุคคล" สองคนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป สามารถจดทะเบียนสมรสได้ นอกจากนี้ยังแก้ไขสิทธิและหน้าที่ของคู่สมรส เช่น การจัดการทรัพย์สิน การรับบุตรบุญธรรม และสิทธิในการรับมรดก ให้ครอบคลุมคู่สมรสทุกเพศอย่างเท่าเทียม
นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า "นี่คือก้าวสำคัญของสังคมไทยที่แสดงให้เห็นถึงความก้าวหน้าและการยอมรับความหลากหลายทางเพศ กฎหมายนี้จะช่วยให้ทุกคนมีสิทธิและศักดิ์ศรีที่เท่าเทียมกันภายใต้รัฐธรรมนูญ"
ปฏิกิริยาจากภาคส่วนต่างๆ
กลุ่ม LGBTQ+ และองค์กรสิทธิมนุษยชนต่างแสดงความยินดีต่อการผ่านกฎหมายนี้ นางสาวณัฐกานต์ กิตติธนากุล ตัวแทนเครือข่ายสมรสเท่าเทียม กล่าวว่า "วันนี้เป็นวันประวัติศาสตร์ของพวกเรา การผ่านกฎหมายนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของสิทธิทางกฎหมาย แต่เป็นการยอมรับในความเป็นมนุษย์ของคนทุกเพศ"
อย่างไรก็ตาม มีเสียงคัดค้านจากบางกลุ่ม เช่น กลุ่มอนุรักษ์นิยมและองค์กรทางศาสนาบางแห่งที่มองว่ากฎหมายนี้ขัดต่อค่านิยมดั้งเดิมของสังคมไทย แต่เสียงส่วนใหญ่ในสภาเห็นว่ากฎหมายนี้สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชนสากล
ขั้นตอนต่อไป
หลังจากสภาผู้แทนราษฎรเห็นชอบแล้ว ร่างกฎหมายจะถูกส่งต่อไปยังวุฒิสภาเพื่อพิจารณาต่อไป หากวุฒิสภาเห็นชอบ ก็จะนำขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อลงพระปรมาภิไธยและประกาศใช้เป็นกฎหมายต่อไป คาดว่ากระบวนการทั้งหมดจะใช้เวลาประมาณ 2-3 เดือน
นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า "รัฐบาลสนับสนุนกฎหมายนี้เต็มที่ และคาดว่าวุฒิสภาจะพิจารณาโดยเร็ว เพราะเป็นนโยบายที่รัฐบาลแถลงไว้ต่อสภา"
ผลกระทบต่อสังคมไทย
การผ่านกฎหมายสมรสเท่าเทียมครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของไทยในเวทีโลก เนื่องจากไทยจะเป็นประเทศแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีกฎหมายสมรสเท่าเทียมอย่างสมบูรณ์ โดยก่อนหน้านี้มีเพียงไต้หวันที่ผ่านกฎหมายดังกล่าวในเอเชีย
นอกจากนี้ กฎหมายนี้ยังส่งผลต่อเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว เนื่องจากจะดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่ม LGBTQ+ ที่มองหาประเทศที่เป็นมิตรและเคารพสิทธิความหลากหลายทางเพศ สมาคมธุรกิจท่องเที่ยวประเมินว่ารายได้จากการท่องเที่ยวของกลุ่มนี้จะเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 10% ภายในปีแรกหลังจากกฎหมายมีผลบังคับใช้



