เพื่อไทยย้ำ 3 กม.ลูก ยึดปชช.เป็นศูนย์กลาง
เพื่อไทยย้ำ 3 กม.ลูก ยึดปชช.เป็นศูนย์กลาง

พรรคเพื่อไทยย้ำจุดยืนเกี่ยวกับ 3 กฎหมายลูกว่าด้วยการออกเสียงประชามติ โดยระบุว่าต้องยึดประโยชน์ของประชาชนเป็นศูนย์กลาง หลังจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ส่งร่างกฎหมายดังกล่าวให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ

กกต.ส่งร่างกฎหมายลูกให้ศาลรธน.ตีความ

เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2567 คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติส่งร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ. ... หรือกฎหมายลูกประชามติ จำนวน 3 ฉบับ ให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความว่าเป็นไปตามรัฐธรรมนูญหรือไม่ หลังจากที่ผ่านการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาแล้ว

นายชูศักดิ์ ศิรินิล รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยยืนยันจุดยืนที่ชัดเจนในการผลักดันกฎหมายลูกทั้ง 3 ฉบับ โดยเน้นให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน และต้องไม่เป็นอุปสรรคต่อการมีส่วนร่วมของประชาชนในการออกเสียงประชามติ

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

พรรคเพื่อไทยชี้ต้องยึดปชช.เป็นศูนย์กลาง

นายชูศักดิ์กล่าวว่า “พรรคเพื่อไทยยืนยันว่า กฎหมายลูกประชามติต้องยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง ไม่ใช่ยึดอำนาจของพรรคการเมืองหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง” พร้อมทั้งระบุว่า กฎหมายดังกล่าวควรเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง และไม่ควรมีข้อกำหนดที่ทำให้การออกเสียงประชามติเป็นเรื่องยากหรือซับซ้อนเกินไป

ทั้งนี้ ร่างกฎหมายลูกประชามติทั้ง 3 ฉบับ ประกอบด้วย 1) ร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ. ... 2) ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการออกเสียงประชามติ พ.ศ. ... และ 3) ร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย พ.ศ. ... ซึ่งมีประเด็นสำคัญ เช่น การกำหนดเงื่อนไขการออกเสียง การคำนวณคะแนนเสียง และการเข้าชื่อเสนอกฎหมาย

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

กังวลข้อกำหนดอาจจำกัดสิทธิปชช.

พรรคเพื่อไทยแสดงความกังวลว่า ข้อกำหนดบางประการในร่างกฎหมายอาจจำกัดสิทธิของประชาชนในการออกเสียงประชามติ เช่น การกำหนดให้ต้องมีผู้มาใช้สิทธิไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิออกเสียงจึงจะถือว่าผลประชามติมีผลผูกพัน ซึ่งอาจทำให้ผลประชามติเป็นโมฆะหากมีผู้ออกมาน้อย

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นเรื่องการเข้าชื่อเสนอกฎหมายที่กำหนดให้ต้องมีผู้เข้าชื่อไม่น้อยกว่า 50,000 คน ซึ่งพรรคเพื่อไทยมองว่าเป็นจำนวนที่สูงเกินไปและอาจเป็นอุปสรรคต่อการมีส่วนร่วมของประชาชน

ศาลรธน.มีเวลา 30 วันวินิจฉัย

ศาลรัฐธรรมนูญได้รับคำร้องจาก กกต.แล้ว และมีเวลา 30 วันในการวินิจฉัยว่ากฎหมายลูกทั้ง 3 ฉบับขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ หากศาลวินิจฉัยว่าไม่ขัดรัฐธรรมนูญ กฎหมายดังกล่าวจะถูกส่งกลับไปยังรัฐสภาเพื่อดำเนินการต่อไป แต่หากศาลวินิจฉัยว่าขัดรัฐธรรมนูญ กฎหมายก็จะตกไปและต้องเริ่มกระบวนการยกร่างใหม่

พรรคเพื่อไทยเรียกร้องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาอย่างรอบคอบ โดยคำนึงถึงประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก และหวังว่าผลวินิจฉัยจะไม่เป็นอุปสรรคต่อการทำประชามติในอนาคต