นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศไทยในปี 2568 ได้ประกาศนโยบายปฏิรูปการศึกษาครั้งใหญ่ โดยมุ่งเน้นการลดความเหลื่อมล้ำและเพิ่มโอกาสทางการศึกษาให้กับประชาชนทุกกลุ่มอย่างทั่วถึง ในการแถลงข่าวที่ทำเนียบรัฐบาลเมื่อวันที่ 15 มกราคม 2568 นายกรัฐมนตรีได้ระบุว่า รัฐบาลจะทุ่มงบประมาณกว่า 5 หมื่นล้านบาท เพื่อปรับปรุงระบบการศึกษาทุกระดับ ตั้งแต่ระดับปฐมวัยจนถึงอุดมศึกษา
รายละเอียดนโยบายปฏิรูปการศึกษา
นโยบายดังกล่าวประกอบด้วย 5 มาตรการหลัก ได้แก่ การพัฒนาคุณภาพครู การปรับหลักสูตรให้ทันสมัย การส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต การเพิ่มการเข้าถึงเทคโนโลยีดิจิทัลในโรงเรียนชนบท และการสนับสนุนทุนการศึกษาสำหรับนักเรียนยากจน โดยนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า "การศึกษาคือรากฐานของประเทศ เราจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง"
นอกจากนี้ รัฐบาลยังมีแผนที่จะจัดตั้งกองทุนพัฒนาการศึกษาแห่งชาติ มูลค่า 2 หมื่นล้านบาท เพื่อสนับสนุนโครงการนวัตกรรมทางการศึกษาในโรงเรียนทั่วประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกล
ผลกระทบและปฏิกิริยาจากภาคส่วนต่างๆ
ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษามองว่า นโยบายนี้เป็นก้าวสำคัญในการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาที่สะสมมานาน ดร.สมศักดิ์ ศรีสันติสุข อาจารย์ประจำคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า "การเพิ่มงบประมาณและการให้ความสำคัญกับการศึกษาเป็นสิ่งที่ถูกต้อง แต่การดำเนินงานต้องมีความโปร่งใสและมีประสิทธิภาพ"
อย่างไรก็ตาม ฝ่ายค้านในสภาได้ตั้งข้อสังเกตว่า รัฐบาลควรระบุแหล่งที่มาของงบประมาณอย่างชัดเจน และควรมีการประเมินผลกระทบต่อภาระหนี้สาธารณะด้วย
การตอบรับจากประชาชน
จากการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนโดยสถาบันวิจัยสยาม พบว่า ร้อยละ 72 ของผู้ตอบแบบสอบถามเห็นด้วยกับนโยบายปฏิรูปการศึกษา ขณะที่ร้อยละ 18 ยังไม่แน่ใจ และร้อยละ 10 ไม่เห็นด้วย โดยกลุ่มที่เห็นด้วยส่วนใหญ่เป็นผู้ปกครองที่มีบุตรหลานอยู่ในวัยเรียน
นายกรัฐมนตรีกล่าวทิ้งท้ายว่า "นี่ไม่ใช่แค่นโยบาย แต่เป็นสัญญาที่เราจะมอบอนาคตที่ดีกว่าให้กับลูกหลานของเรา"



