สว.พิสิษฐ์ อภิปรายรัฐสภา เสนอปรับโครงสร้างการเมือง-การศึกษา-คมนาคม
ในวันที่ 9 เมษายน 2569 ณ ที่ประชุมรัฐสภา นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สมาชิกวุฒิสภา ได้ลุกขึ้นอภิปรายแสดงความคิดเห็นต่อนโยบายของรัฐบาลอย่างเป็นรูปธรรม โดยเริ่มต้นด้วยการชื่นชมหลักการสำคัญของนโยบายที่เน้นการพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และการยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข อย่างไรก็ตาม นายพิสิษฐ์เห็นว่ารายละเอียดในเล่มคำแถลงนโยบายยังมีจุดที่ต้องปรับปรุงและเติมเต็มในหลายมิติ ซึ่งเขาได้นำเสนอข้อเสนอแนะเชิงลึกในสามประเด็นหลัก
ข้อเสนอแก้รัฐธรรมนูญ ลดจำนวนสมาชิกรัฐสภาเพื่อประหยัดงบประมาณ
ประเด็นแรกที่นายพิสิษฐ์หยิบยกขึ้นมาคือการเสนอแนะในเรื่องการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยเขาเสนอให้มีการลดจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) และสมาชิกวุฒิสภา (สว.) เพื่อลดภาระทางการเงินการคลังของประเทศอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เขาเสนอให้ยกเลิก สส. แบบบัญชีรายชื่อจำนวน 100 คน ให้เหลือเพียง สส. แบบเขตเลือกตั้ง 400 คน และลดจำนวน สว. จาก 200 คน ให้เหลือเพียง 150 คน
นายพิสิษฐ์ระบุว่า เมื่อคำนวณจากเงินเดือนและค่าตอบแทนผู้ช่วยเฉลี่ยเดือนละ 250,000 บาท หรือปีละ 3,000,000 บาทต่อคน หากสามารถลดจำนวนสมาชิกสภาลงได้รวม 150 คน จะช่วยให้ประเทศประหยัดงบประมาณได้ถึงปีละ 150 ล้านบาท ซึ่งเป็นเงินจำนวนมหาศาลที่สามารถนำไปใช้พัฒนาด้านอื่นๆ ของประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ฝากปรับหลักสูตรการศึกษา เน้นประวัติศาสตร์และหน้าที่พลเมือง
ในด้านสังคมและการศึกษา นายพิสิษฐ์ได้ฝากไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ให้เร่งปรับปรุงหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานที่ใช้มาตั้งแต่ปี 2551 โดยเฉพาะวิชาประวัติศาสตร์และหน้าที่พลเมือง เพื่อปลูกฝังความตระหนักรู้ต่อสถาบันหลักของชาติให้กับเยาวชนไทย
เขาได้อ้างถึงความรู้สึก "หดหู่ใจ" ในช่วงก่อนเลือกตั้งที่เห็นอดีตผู้สมัครแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีบางรายร้องเพลงชาติไม่เป็น โดยตั้งคำถามถึงความเหมาะสมในการเข้ามาบริหารประเทศหากขาดความเข้าใจในพื้นฐานความเป็นชาติ ซึ่งสะท้อนถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการปฏิรูปการศึกษาเพื่อเสริมสร้างจิตสำนึกความเป็นไทย
เร่งสร้างรถไฟเชื่อม 4 จังหวัดฝั่งอันดามัน ส่งเสริมการท่องเที่ยว
นอกจากนี้ นายพิสิษฐ์ยังได้อภิปรายถึงยุทธศาสตร์ด้านการท่องเที่ยว โดยเห็นด้วยกับเป้าหมายของรัฐบาลที่ต้องการให้ไทยเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวในภูมิภาค แต่เน้นย้ำว่ารัฐบาลต้องเร่งสร้างโครงสร้างพื้นฐานคมนาคมระบบรางในภาคใต้ฝั่งอันดามัน โดยเฉพาะการเชื่อมต่อจังหวัดสุราษฎร์ธานี พังงา ภูเก็ต และกระบี่ ซึ่งเป็นกลุ่มจังหวัดที่สร้างรายได้มหาศาลจากภาคการท่องเที่ยวแต่ยังขาดระบบรถไฟที่ทั่วถึง
เขาพาดพิงถึงพรรคการเมืองบางพรรคที่เคยครองใจคนใต้แต่กลับไม่สามารถพัฒนาพื้นที่ได้อย่างเป็นรูปธรรม และขอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมรับเรื่องนี้เป็นวาระเร่งด่วน เพื่อกระจายความเจริญและเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันให้กับการท่องเที่ยวภาคใต้ ซึ่งจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในภูมิภาคได้อย่างยั่งยืน
โดยสรุป ข้อเสนอของนายพิสิษฐ์ครอบคลุมทั้งด้านการเมือง การศึกษา และการพัฒนาคมนาคม ซึ่งหากได้รับการพิจารณาอย่างจริงจัง อาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงบวกในหลายมิติของประเทศ



