ศาลรัฐธรรมนูญมีมติรับคำร้องของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรฝ่ายค้านที่ยื่นขอให้วินิจฉัยสถานภาพของนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี หลังจากที่ได้มีการถวายสัตย์ปฏิญาณตนต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไม่ครบถ้วนตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ในมาตรา 161
รายละเอียดของคำร้อง
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวน 45 คนจากพรรคฝ่ายค้านได้ร่วมกันยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ โดยระบุว่า การถวายสัตย์ปฏิญาณของคณะรัฐมนตรีในวันที่ 16 กรกฎาคม 2562 นั้น ไม่เป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ซึ่งกำหนดให้ต้องถวายสัตย์ปฏิญาณด้วยข้อความที่ถูกต้องและครบถ้วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนที่เกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย
ข้อโต้แย้งจากฝ่ายค้าน
ฝ่ายค้านชี้ให้เห็นว่า การถวายสัตย์ปฏิญาณที่ไม่ครบถ้วนดังกล่าว อาจส่งผลให้การบริหารราชการแผ่นดินของคณะรัฐมนตรีชุดนี้ขาดความชอบธรรม และอาจนำไปสู่การทุจริตหรือการละเมิดกฎหมายได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ยังเห็นว่า เป็นการละเมิดเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญที่ต้องการให้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีความซื่อสัตย์สุจริตและยึดมั่นในหลักนิติธรรม
มติของศาลรัฐธรรมนูญ
ศาลรัฐธรรมนูญได้พิจารณาคำร้องดังกล่าว และมีมติเอกฉันท์ให้รับคำร้องไว้พิจารณา โดยมีคำสั่งให้นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีชี้แจงข้อเท็จจริงภายใน 15 วัน นับจากวันที่ได้รับคำสั่ง ทั้งนี้ ศาลจะได้ดำเนินการไต่สวนและวินิจฉัยโดยเร็วเพื่อให้เกิดความชัดเจนในสถานภาพทางกฎหมายของรัฐบาล
ปฏิกิริยาจากรัฐบาล
นายกรัฐมนตรีได้ออกมาแสดงความพร้อมที่จะชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญ โดยยืนยันว่าการถวายสัตย์ปฏิญาณดังกล่าวเป็นไปตามขั้นตอนที่ถูกต้องและไม่ส่งผลกระทบต่อความชอบธรรมของรัฐบาล พร้อมทั้งขอให้ทุกฝ่ายรอฟังคำวินิจฉัยของศาลซึ่งเป็นองค์กรที่มีอำนาจตามรัฐธรรมนูญ
ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น
หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการถวายสัตย์ปฏิญาณไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ อาจส่งผลให้คณะรัฐมนตรีต้องพ้นจากตำแหน่งทั้งคณะ ซึ่งจะนำไปสู่การจัดตั้งรัฐบาลใหม่หรือการเลือกตั้งใหม่ สถานการณ์นี้จะสร้างความไม่แน่นอนทางการเมืองและอาจกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนและเศรษฐกิจโดยรวม
อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายรัฐธรรมนูญหลายท่านมีความเห็นว่า โอกาสที่ศาลจะวินิจฉัยให้รัฐบาลพ้นจากตำแหน่งนั้นมีน้อย เนื่องจากที่ผ่านมาศาลรัฐธรรมนูญมักใช้ดุลยพินิจอย่างรอบคอบและคำนึงถึงผลกระทบทางการเมืองในวงกว้าง



