เรือบรรทุกเครื่องบินที่ใหญ่ที่สุดในโลกของกองทัพเรือสหรัฐฯ ยูเอสเอส เจอรัลด์ อาร์. ฟอร์ด (USS Gerald R. Ford) พร้อมด้วยเรือพิฆาตอีกสองลำ ได้แก่ ยูเอสเอส เบนบริดจ์ (USS Bainbridge) และยูเอสเอส มาฮาน (USS Mahan) ได้เดินทางกลับถึงฐานทัพเรือนอร์ฟอล์กในรัฐเวอร์จิเนียแล้ว หลังจากเสร็จสิ้นการปฏิบัติภารกิจยาวนานถึง 11 เดือน ซึ่งถือเป็นการประจำการที่ยาวนานที่สุดของเรือบรรทุกเครื่องบินนับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามเวียดนาม
สถิติการประจำการที่ยาวนาน
ตามรายงานของสำนักข่าวสถาบันกองทัพเรือสหรัฐฯ เรือยูเอสเอส ฟอร์ด ใช้เวลาปฏิบัติภารกิจกลางทะเลรวม 326 วัน ทำลายสถิติการประจำการที่ยาวนานที่สุดในรอบ 50 ปี โดยในประวัติศาสตร์กองทัพเรือสหรัฐฯ มีเพียงเรือยูเอสเอส มิดเวย์ (USS Midway) ในปี 1973 ซึ่งใช้เวลา 332 วัน และเรือยูเอสเอส คอรัล ซี (USS Coral Sea) ในปี 1965 ซึ่งใช้เวลา 329 วัน ที่ใช้เวลานานกว่า อย่างไรก็ตาม สถิตินี้ไม่นับรวมเรือยูเอสเอส นิมิตซ์ (USS Nimitz) ที่เคยประจำการนาน 341 วันในช่วงปี 2020-2021 เนื่องจากรวมช่วงกักตัวบนฝั่งเพื่อป้องกันโควิด-19
เส้นทางการปฏิบัติภารกิจ
การปฏิบัติหน้าที่ของเรือยูเอสเอส ฟอร์ด เริ่มต้นจากการออกเดินทางจากชายฝั่งเวอร์จิเนียในเดือนมิถุนายน มุ่งหน้าสู่ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ก่อนที่ในเดือนตุลาคมจะถูกปรับเปลี่ยนเส้นทางอย่างเร่งด่วนไปยังทะเลแคริบเบียน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการเสริมกำลังทางเรือครั้งใหญ่ที่สุดในภูมิภาคดังกล่าวในรอบหลายสิบปี ต่อมาในเดือนมกราคม เรือได้เข้าร่วมปฏิบัติการทางทหารในการจับกุมตัวนายนิโกลัส มาดูโร อดีตประธานาธิบดีเวเนซุเอลา หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจในแถบแคริบเบียน เรือยูเอสเอส ฟอร์ด ต้องเผชิญกับศึกหนักอีกครั้ง โดยมุ่งหน้าสู่ภูมิภาคตะวันออกกลางท่ามกลางสถานการณ์ความตึงเครียดกับอิหร่านที่ทวีความรุนแรงขึ้นจนกลายเป็นสงคราม โดยเรือได้เข้าร่วมในปฏิบัติการช่วงเริ่มต้นของสงครามอิหร่านจากบริเวณทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ก่อนจะแล่นผ่านคลองสุเอซเข้าสู่ทะเลแดงในช่วงต้นเดือนมีนาคม
รางวัลเกียรติยศ
จากการปฏิบัติหน้าที่อย่างกล้าหาญในสงครามอิหร่าน ส่งผลให้เรือยูเอสเอส ฟอร์ดและกองเรือคุ้มกันได้รับรางวัลอันทรงเกียรติอย่าง "เหรียญตราเชิดชูเกียรติประธานาธิบดีสำหรับหน่วยทหาร" ซึ่งเป็นรางวัลขั้นสูงสุดที่หน่วยทหารจะได้รับ โดยได้รับการยกย่องว่า "มีผลงานการรบที่โดดเด่นในการเผชิญหน้ากับศัตรูที่มุ่งมั่น"
การต้อนรับและข้อกังวล
นายพีท เฮกเซธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ได้เดินทางมาร่วมต้อนรับการกลับมาของกองเรือรบด้วยตัวเอง โดยกล่าวชื่นชมกำลังพลบนดาดฟ้าเรือยูเอสเอส เบนบริดจ์ ว่า "พวกคุณไม่ได้แค่ทำภารกิจสำเร็จ แต่พวกคุณได้สร้างประวัติศาสตร์ และทำให้คนทั้งชาติภาคภูมิใจ" อย่างไรก็ตาม การประจำการที่ยาวนานเป็นประวัติการณ์ครั้งนี้ได้จุดประกายให้เกิดคำถามและข้อกังวลเกี่ยวกับผลกระทบต่อสภาพจิตใจของกำลังพลที่ต้องห่างบ้านเป็นเวลานาน รวมถึงความสึกหรอของตัวเรือและอุปกรณ์ต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในระหว่างการปฏิบัติภารกิจ ลูกเรือต้องเผชิญกับเหตุการณ์ระทึกขวัญที่ไม่เกี่ยวกับการรบ นั่นคือเหตุไฟไหม้บริเวณห้องซักรีดบนเรือ ส่งผลให้เกิดความเสียหายอย่างหนัก จนทำให้ทหารเรือหลายร้อยนายไม่มีที่นอน และกองทัพต้องนำเรือเข้าจอดซ่อมแซมครั้งใหญ่เป็นเวลานานที่เกาะครีตของประเทศกรีซ ก่อนจะสามารถเดินทางกลับมาเทียบท่าที่บ้านเกิดได้ในที่สุด



