รัสเซียใช้ขีปนาวุธเหนือเสียงถล่มเคียฟดับ 4 เจ็บร้อย
รัสเซียใช้ขีปนาวุธเหนือเสียงถล่มเคียฟดับ 4 เจ็บร้อย

รัสเซียเปิดฉากโจมตีกรุงเคียฟ เมืองหลวงของยูเครนครั้งใหญ่ในช่วงข้ามคืนวันที่ 24 พฤษภาคม 2569 โดยใช้ขีปนาวุธความเร็วเหนือเสียงโอเรชนิก พร้อมด้วยโดรนและขีปนาวุธอื่นๆ ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 4 ราย และบาดเจ็บกว่า 100 คน

รายละเอียดการโจมตี

กองทัพอากาศยูเครนระบุว่า โดยรวมแล้วรัสเซียส่งโดรนโจมตี 600 ลำ และยิงขีปนาวุธ 90 ลูก เข้าใส่ยูเครนตลอดทั้งคืน ระบบป้องกันภัยทางอากาศของยูเครนสามารถยิงสกัดอาวุธเหล่านั้นตกได้ 604 รายการ แต่อย่างไรก็ตาม ขีปนาวุธบางส่วนยังคงพุ่งเป้าไปยังกรุงเคียฟ ซึ่งเป็นเป้าหมายหลักของการโจมตีครั้งนี้

ประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี แห่งยูเครน กล่าวว่าขีปนาวุธโอเรชนิกตกลงใกล้กับเมืองบีลา เซอร์กวา ทางตอนกลางของประเทศ พร้อมกับประณามการกระทำของรัสเซียว่าเป็นการกระทำที่สติฟั่นเฟือน และเรียกร้องให้มีการลงโทษรัสเซียอย่างเด็ดขาด

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

ปฏิกิริยาจากนานาชาติ

นายอันดรีย์ ซิบิฮา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของยูเครน เปิดเผยว่าขีปนาวุธที่ถูกยิงมานั้นบรรจุหัวรบจำลอง ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณข่มขู่ทางนิวเคลียร์ ขณะที่คายา คัลลาส หัวหน้านโยบายต่างประเทศของสหภาพยุโรป ระบุว่าการใช้โอเรชนิกเป็นกลยุทธ์สร้างความหวาดกลัวทางการเมืองและนโยบายข่มขู่ทางนิวเคลียร์ที่ไร้ความรับผิดชอบ

ประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง แห่งฝรั่งเศส ประณามการโจมตีดังกล่าวว่าเป็นการยกระดับความรุนแรงในสงครามรุกรานของรัสเซีย ส่วนนายกรัฐมนตรีฟรีดริช แมร์ซ แห่งเยอรมนี กล่าวว่าการใช้โอเรชนิกเป็นการกระทำที่บ้าบิ่น และย้ำถึงความมุ่งมั่นของเยอรมนีที่จะยืนหยัดเคียงข้างยูเครนอย่างมั่นคง

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

บริบทของเหตุการณ์

การโจมตีครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน แห่งรัสเซีย กล่าวหายูเครนว่าโจมตีหอพักนักศึกษาในแคว้นลูฮานสค์ที่ถูกยึดครอง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บหลายสิบราย นับเป็นการตอบโต้ที่รุนแรงของรัสเซียต่อข้อกล่าวหาดังกล่าว

ขีปนาวุธโอเรชนิกจัดเป็นอาวุธพิสัยกลางที่สหรัฐฯ จัดประเภท สามารถติดตั้งหัวรบธรรมดาหรือนิวเคลียร์ได้ ด้วยความเร็วและวิถีการบินที่ยากต่อการสกัดกั้น ทำให้ระบบป้องกันภัยทางอากาศของยูเครนแทบไม่สามารถรับมือได้ นับเป็นครั้งที่สามที่รัสเซียนำขีปนาวุธรุ่นนี้มาใช้ในสงคราม