นายจอห์น แรตคลิฟฟ์ ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองกลางสหรัฐฯ หรือซีไอเอ เดินทางเยือนกรุงฮาวานา ประเทศคิวบา ถือเป็นการเยือนครั้งแรกในรอบ 67 ปี นับตั้งแต่การปฏิวัติคิวบาในปี 2502 โดยเข้าพบกับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของกระทรวงมหาดไทยคิวบา เพื่อหารือเกี่ยวกับวิกฤตพลังงานที่ทวีความรุนแรงขึ้นในประเทศ
วิกฤตพลังงานในคิวบา
ปัจจุบันคิวบากำลังเผชิญภาวะขาดแคลนเชื้อเพลิงอย่างหนัก จากการถูกปิดกั้นการนำเข้าน้ำมัน ส่งผลให้โรงพยาบาล โรงเรียน และหน่วยงานราชการหลายแห่งต้องหยุดดำเนินงาน นายวิเซนเต เด ลา โอ เลบี รัฐมนตรีกระทรวงพลังงานของคิวบา เปิดเผยว่าน้ำมันดีเซลและน้ำมันเตาในประเทศหมดลงอย่างสิ้นเชิง ทำให้ระบบพลังงานอยู่ในขั้นวิกฤต
ข้อเสนอช่วยเหลือจากสหรัฐฯ
สหรัฐฯ ได้ยื่นข้อเสนอเงินช่วยเหลือจำนวน 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 3,500 ล้านบาท เพื่อบรรเทาผลกระทบจากวิกฤตพลังงาน แต่มีเงื่อนไขว่าการกระจายความช่วยเหลือต้องดำเนินการผ่านองค์กรอิสระ เช่น คริสตจักรคาทอลิก โดยไม่ผ่านรัฐบาลคิวบา
นายบรูโน โรดริเกซ รัฐมนตรีต่างประเทศคิวบา ตั้งคำถามถึงวิธีการดำเนินงานดังกล่าว ขณะที่ประธานาธิบดี มิเกล ดิอาซ-กาเนล เรียกร้องให้สหรัฐฯ ยกเลิกมาตรการปิดกั้นทางเศรษฐกิจที่รุนแรงขึ้นในสมัยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งส่งผลให้ซัพพลายเออร์หลักอย่างเวเนซุเอลาและเม็กซิโกยุติการส่งน้ำมัน
การประท้วงในประเทศ
ความตึงเครียดจากวิกฤตพลังงานทำให้ประชาชนชาวคิวบาออกมาประท้วงบนท้องถนนในกรุงฮาวานา มีการปิดถนนและจุดไฟเผาขยะ พร้อมตะโกนขับไล่รัฐบาล นับเป็นการประท้วงครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่เกิดวิกฤตพลังงานในเดือนมกราคมที่ผ่านมา
การเจรจาทางการทูต
ในการหารือครั้งนี้ ผู้อำนวยการซีไอเอได้ย้ำข้อความจากประธานาธิบดีทรัมป์ว่าคิวบาจะต้องไม่เป็นที่พำนักที่ปลอดภัยสำหรับศัตรูของสหรัฐฯ ในซีกโลกตะวันตกอีกต่อไป ด้านคิวบายืนยันว่ารัฐบาลไม่ได้เป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงแห่งชาติของอเมริกา
นอกจากนี้ สหรัฐฯ ยังคงเพิ่มแรงกดดัน โดยมีรายงานว่าเตรียมสั่งฟ้องอดีตประธานาธิบดีราอูล คาสโตร ในคดีที่เกี่ยวข้องกับการยิงเครื่องบินของกลุ่มช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมตกเมื่อ 30 ปีก่อน ซึ่งตอกย้ำความสัมพันธ์ที่เปราะบางระหว่างสองประเทศ



