สหรัฐอเมริกาได้อนุมัติให้ยูเครนใช้ขีปนาวุธพิสัยไกล ATACMS โจมตีเป้าหมายทางทหารภายในดินแดนรัสเซีย ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงนโยบายครั้งสำคัญในสงครามที่ดำเนินมานานกว่า 2 ปี การตัดสินใจนี้มีขึ้นหลังจากที่ยูเครนร้องขอมาเป็นเวลานานเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการป้องกันตนเอง
รายละเอียดการอนุมัติ
แหล่งข่าวจากทำเนียบขาวเปิดเผยว่า ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ได้ลงนามอนุมัติการใช้ขีปนาวุธ ATACMS (Army Tactical Missile System) ซึ่งมีพิสัยทำการสูงถึง 300 กิโลเมตร การอนุญาตนี้ครอบคลุมการโจมตีเป้าหมายทางทหารที่ตั้งอยู่ในรัสเซีย แต่ยังคงมีข้อจำกัดเพื่อหลีกเลี่ยงการขยายความขัดแย้งโดยตรงกับนาโต
ตามรายงานของสำนักข่าวรอยเตอร์ การตัดสินใจดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากที่รัสเซียเพิ่มการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของยูเครนในช่วงฤดูหนาวที่ผ่านมา โดยมีรายงานว่าการโจมตีของรัสเซียทำให้เกิดความเสียหายต่อระบบไฟฟ้ากว่า 70% ของประเทศ
ปฏิกิริยาจากฝ่ายต่างๆ
ประธานาธิบดีโวโลดิมีร์ เซเลนสกี ของยูเครน กล่าวขอบคุณสหรัฐฯ สำหรับการตัดสินใจครั้งนี้ โดยระบุว่า "นี่คือก้าวสำคัญในการเสริมสร้างความสามารถในการป้องกันประเทศของเรา" ขณะที่กระทรวงต่างประเทศรัสเซียออกแถลงการณ์ประณามการกระทำดังกล่าวว่าเป็นการยั่วยุที่อาจนำไปสู่ความขัดแย้งโดยตรงระหว่างมหาอำนาจนิวเคลียร์
ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงระหว่างประเทศจากสถาบันเพื่อการศึกษาสงคราม (Institute for the Study of War) ระบุว่า การเปลี่ยนแปลงนโยบายนี้อาจส่งผลให้กองทัพยูเครนสามารถโจมตีฐานทัพและคลังอาวุธของรัสเซียที่อยู่ลึกเข้าไปในดินแดนรัสเซีย ซึ่งก่อนหน้านี้ไม่สามารถเข้าถึงได้
ผลกระทบต่อสมรภูมิ
การอนุมัติครั้งนี้คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อสมรภูมิในภาคตะวันออกของยูเครน โดยเฉพาะในพื้นที่ดอนบาส ซึ่งรัสเซียใช้เป็นฐานในการส่งกำลังบำรุง ตามข้อมูลจากกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ รัสเซียได้สูญเสียทหารไปแล้วกว่า 300,000 นายนับตั้งแต่เริ่มสงคราม
นักวิเคราะห์ทางทหารชี้ว่า ATACMS จะช่วยให้ยูเครนสามารถทำลายระบบป้องกันภัยทางอากาศและศูนย์บัญชาการของรัสเซียที่อยู่ห่างไกลออกไป ซึ่งอาจเปลี่ยนแปลงสมดุลของอำนาจในสนามรบ อย่างไรก็ตาม รัสเซียได้ประกาศว่าพวกเขาจะตอบโต้อย่างรุนแรงหากยูเครนใช้ขีปนาวุธโจมตีเป้าหมายในรัสเซีย



