สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากรของสหรัฐฯ (ICE) ประกาศจับกุมผู้อพยพผิดกฎหมายจำนวน 538 คนในปฏิบัติการครั้งใหญ่ทั่วประเทศ ซึ่งถือเป็นการปราบปรามที่รุนแรงที่สุดในรอบหลายปี ปฏิบัติการดังกล่าวดำเนินการใน 24 รัฐ โดยเน้นเป้าหมายเป็นผู้ที่มีประวัติอาชญากรรมและผู้ที่หลบหนีคำสั่งเนรเทศ
รายละเอียดปฏิบัติการ
ปฏิบัติการครั้งนี้ใช้เวลา 5 วัน ระหว่างวันที่ 15-19 มกราคม 2024 โดยเจ้าหน้าที่ ICE กว่า 1,200 นายเข้าร่วมปฏิบัติการ ผู้ถูกจับกุมส่วนใหญ่เป็นชาวเม็กซิโก อเมริกากลาง และเอเชียใต้ โดยมี 347 คนที่มีประวัติอาชญากรรม รวมถึงคดีฆาตกรรม ข่มขืน และทำร้ายร่างกาย
ตามรายงานของ ICE ในจำนวนผู้ถูกจับกุม 538 คน มี 112 คนที่เคยถูกเนรเทศมาก่อนและกลับเข้ามาในสหรัฐฯ อย่างผิดกฎหมายอีกครั้ง ซึ่งถือเป็นการละเมิดกฎหมายคนเข้าเมืองอย่างร้ายแรง
ผลกระทบต่อชุมชนผู้อพยพ
ปฏิบัติการดังกล่าวสร้างความหวาดกลัวในชุมชนผู้อพยพ โดยเฉพาะในรัฐแคลิฟอร์เนีย เท็กซัส และฟลอริดา ซึ่งมีจำนวนผู้อพยพผิดกฎหมายสูง
กลุ่มสิทธิผู้อพยพออกมาประณามการกระทำดังกล่าว โดยระบุว่าการจับกุมจำนวนมากสร้างความแตกแยกในครอบครัวและละเมิดสิทธิมนุษยชน องค์กรไม่แสวงหากำไรหลายแห่งเร่งให้คำปรึกษาทางกฎหมายแก่ผู้ได้รับผลกระทบ
ปฏิกิริยาจากรัฐบาล
โฆษกของ ICE กล่าวว่า "การจับกุมครั้งนี้เป็นไปตามกฎหมายและมุ่งเน้นไปที่ผู้ที่กระทำผิดกฎหมายเท่านั้น เราจะไม่ยอมให้ผู้อพยพผิดกฎหมายที่ก่ออาชญากรรมร้ายแรงอยู่ในประเทศของเรา"
ขณะเดียวกัน ประธานาธิบดีโจ ไบเดน ยังไม่ได้ออกมาแสดงความเห็นโดยตรง แต่ทำเนียบขาวระบุว่ารัฐบาลยังคงสนับสนุนนโยบายตรวจคนเข้าเมืองที่ยุติธรรมและมีมนุษยธรรม
ความสำคัญทางกฎหมาย
ปฏิบัติการครั้งนี้อาจส่งผลต่อการอภิปรายในสภาเกี่ยวกับการปฏิรูปกฎหมายคนเข้าเมือง โดยเฉพาะในประเด็นการเพิ่มโทษสำหรับผู้ที่กลับเข้ามาในสหรัฐฯ ผิดกฎหมายหลังถูกเนรเทศ
ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายคาดว่าการจับกุมครั้งนี้จะถูกนำไปใช้เป็นหลักฐานในการผลักดันกฎหมายที่เข้มงวดมากขึ้น แต่ก็อาจกระตุ้นให้เกิดการประท้วงจากกลุ่มสนับสนุนผู้อพยพเช่นกัน



