สหรัฐอเมริกาประกาศเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากเม็กซิโกและแคนาดาในอัตรา 25% ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568 เป็นต้นไป การดำเนินการดังกล่าวถือเป็นนโยบายกีดกันทางการค้าที่เข้มงวดที่สุดนับตั้งแต่ข้อตกลงการค้าเสรีอเมริกาเหนือ (USMCA) มีผลบังคับใช้
รายละเอียดมาตรการภาษี
ตามคำสั่งของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ภาษีนำเข้า 25% จะครอบคลุมสินค้าหลากหลายประเภทที่นำเข้าจากสองประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึงยานยนต์ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร และสินค้าอุปโภคบริโภค โดยมีเป้าหมายเพื่อลดการขาดดุลการค้าและกระตุ้นการผลิตภายในประเทศ
ผลกระทบต่อเศรษฐกิจ
ผู้เชี่ยวชาญคาดว่ามาตรการนี้จะส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานในภูมิภาคอเมริกาเหนืออย่างมีนัยสำคัญ ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคในสหรัฐฯ อาจปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากผู้ผลิตต้องแบกรับต้นทุนภาษีที่เพิ่มขึ้น ขณะที่เม็กซิโกและแคนาดากำลังพิจารณามาตรการตอบโต้ทางภาษี ซึ่งอาจนำไปสู่สงครามการค้าในระยะยาว
- อุตสาหกรรมยานยนต์: รถยนต์ที่ประกอบในเม็กซิโกและแคนาดาจะมีราคาสูงขึ้น ส่งผลต่อยอดขายในตลาดสหรัฐฯ
- สินค้าเกษตร: ผักผลไม้จากเม็กซิโกและเนื้อวัวจากแคนาดาจะมีราคาแพงขึ้น กระทบต่อผู้บริโภค
- การจ้างงาน: แม้จะช่วยสร้างงานในสหรัฐฯ แต่ก็อาจทำให้บางอุตสาหกรรมต้องปรับตัวครั้งใหญ่
ปฏิกิริยาจากนานาชาติ
นายกรัฐมนตรีแคนาดาและประธานาธิบดีเม็กซิโกต่างออกมาประณามมาตรการดังกล่าว โดยระบุว่าจะดำเนินการตอบโต้ด้วยการเรียกเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ อาทิ สินค้าเกษตรและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ขณะที่องค์การการค้าโลก (WTO) แสดงความกังวลเกี่ยวกับทิศทางการค้าโลก
มาตรการภาษีครั้งนี้ยังสร้างความไม่แน่นอนให้กับนักลงทุน โดยดัชนีตลาดหุ้นในสหรัฐฯ ปรับตัวลดลงทันทีหลังการประกาศ ขณะที่ค่าเงินเปโซเม็กซิโกและดอลลาร์แคนาดาอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ



