นโยบายใหม่หนุนจับคู่แรงงานสูงวัย-เด็กจบใหม่ หวังลดว่างงาน
นโยบายใหม่หนุนจับคู่แรงงานสูงวัย-เด็กจบใหม่

รัฐบาลประกาศเดินหน้านโยบายจับคู่แรงงานผู้สูงอายุกับเด็กจบใหม่ เพื่อลดปัญหาการว่างงานในกลุ่มเยาวชน และส่งเสริมการใช้ศักยภาพของผู้สูงอายุในการถ่ายทอดประสบการณ์และความรู้ให้กับคนรุ่นใหม่ โดยนโยบายดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 ที่มุ่งเน้นการสร้างความยั่งยืนในตลาดแรงงาน

รายละเอียดนโยบาย

นโยบายนี้เปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป ซึ่งยังมีสุขภาพแข็งแรงและมีความรู้ความสามารถ สามารถสมัครเข้าร่วมโครงการเพื่อเป็นที่ปรึกษาหรือพี่เลี้ยงให้กับเด็กจบใหม่ที่เพิ่งเข้าสู่ตลาดแรงงาน โดยรัฐบาลจะสนับสนุนค่าตอบแทนและสวัสดิการให้กับทั้งสองฝ่าย นอกจากนี้ ยังมีการจัดตั้งศูนย์กลางการจับคู่แรงงานผ่านระบบออนไลน์ เพื่อให้การจับคู่เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

เป้าหมายของโครงการ

เป้าหมายหลักของโครงการนี้คือการลดอัตราการว่างงานของเด็กจบใหม่ ซึ่งปัจจุบันมีอัตราสูงถึง 10% ของผู้จบการศึกษาใหม่ทั้งหมด ขณะเดียวกันก็เป็นการใช้ประโยชน์จากผู้สูงอายุที่ยังมีศักยภาพในการทำงาน ซึ่งช่วยลดภาระของรัฐในการดูแลผู้สูงอายุ และสร้างความสัมพันธ์ระหว่างคนต่างวัยในสังคม

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram
  • ลดอัตราการว่างงานของเด็กจบใหม่
  • ส่งเสริมการถ่ายทอดความรู้และประสบการณ์จากผู้สูงอายุ
  • สร้างความสัมพันธ์ระหว่างคนต่างวัย
  • ลดภาระค่าใช้จ่ายของรัฐในการดูแลผู้สูงอายุ

ผลตอบรับจากสังคม

นโยบายนี้ได้รับเสียงตอบรับทั้งในแง่บวกและลบจากสังคม ฝ่ายที่เห็นด้วยมองว่าเป็นแนวทางที่ดีในการแก้ปัญหาว่างงานและใช้ศักยภาพผู้สูงอายุ ขณะที่ฝ่ายไม่เห็นด้วยกังวลว่าผู้สูงอายุอาจไม่สามารถปรับตัวเข้ากับเทคโนโลยีสมัยใหม่ หรือเด็กจบใหม่อาจไม่ยอมรับคำแนะนำจากผู้สูงอายุ อย่างไรก็ตาม รัฐบาลยืนยันว่าจะมีการอบรมและปรับพื้นฐานให้กับผู้สูงอายุที่เข้าร่วมโครงการ เพื่อให้สามารถทำงานร่วมกับคนรุ่นใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ข้อเสนอแนะจากผู้เชี่ยวชาญ

ผู้เชี่ยวชาญด้านแรงงานเสนอว่านโยบายนี้ควรมีมาตรการจูงใจเพิ่มเติม เช่น การลดหย่อนภาษีสำหรับบริษัทที่รับผู้สูงอายุเข้าทำงาน หรือการให้ทุนการศึกษาแก่เด็กจบใหม่ที่เข้าร่วมโครงการ นอกจากนี้ ควรมีการติดตามและประเมินผลอย่างต่อเนื่องเพื่อปรับปรุงนโยบายให้เหมาะสมกับสถานการณ์

รัฐบาลคาดว่านโยบายนี้จะเริ่มดำเนินการได้ภายในปีงบประมาณหน้า และหวังว่าจะช่วยลดอัตราการว่างงานของเด็กจบใหม่ลงได้อย่างน้อย 5% ภายใน 2 ปี