สงครามในตะวันออกกลางส่งผลให้ราคาน้ำมันในประเทศผันผวนสูง ส่งผลให้คนไทยจำนวนมากหันมาให้ความสนใจกับรถยนต์ไฟฟ้าหรือรถยนต์ EV อย่างจริงจังมากขึ้น จากการสำรวจในงาน Motor Show ครั้งที่ 47 พบว่าผู้บริโภคส่วนใหญ่ตัดสินใจเลือกซื้อรถ EV แบบ 100% แม้บางส่วนยังกังวลเรื่องความปลอดภัยก็ตาม
ยอดจดทะเบียนรถ EV พุ่งสูง
ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีทีบี หรือ ttb analytics คาดการณ์ว่าปี 2569 ยอดจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้าป้ายแดงของไทยอาจพุ่งแตะ 153,000 คัน เพิ่มขึ้น 28.5% จากปีก่อน คิดเป็นสัดส่วนกว่า 25.1% ของรถใหม่ทั้งประเทศ หมายความว่ารถใหม่ทุก 4 คัน จะมี 1 คันเป็นรถ EV
ปัจจัยหนุนการซื้อรถ EV
เหตุผลสำคัญที่มีคนหันมาซื้อรถ EV มากขึ้นมี 2 ประการ คือ 1) ราคาน้ำมันที่แพงขึ้น ทำให้คนมองหาทางเลือกที่ประหยัดกว่า และ 2) ราคารถ EV ที่ถูกลง เนื่องจากผู้ผลิตรถยนต์จีนเข้ามาทำตลาดในไทยอย่างหนัก เกิดสงครามราคา ทำให้รถ EV หลายรุ่นมีราคาจับต้องได้ นอกจากนี้มาตรการสนับสนุนจากภาครัฐภายใต้มาตรการ EV 3.5 ในปี 2567-2568 ก็ช่วยให้คนเข้าถึงรถไฟฟ้าได้ง่ายขึ้น
ตัวเลขการเติบโตที่น่าจับตา
ในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2569 ยอดจดทะเบียนรถ EV ใหม่พุ่งไปแล้วกว่า 84,000 คัน เติบโตถึง 94.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยมีถึง 23 จังหวัดที่เติบโตมากกว่าเท่าตัว ขณะที่ส่วนแบ่งตลาดรถยนต์ใช้น้ำมันกลับลดลงอย่างเห็นได้ชัด
EV คุ้มจริงหรือไม่?
จากการคำนวณต้นทุนรวมในการเป็นเจ้าของ (Total Cost of Ownership: TCO) โดย ttb analytics พบว่าความคุ้มค่าของรถ EV ขึ้นอยู่กับระยะทางการขับขี่ หากขับปีละประมาณ 10,000 กิโลเมตร รถ EV ยังไม่ประหยัดกว่าประเภทอื่นมากนัก เนื่องจากมีต้นทุนแฝง เช่น ค่าเสื่อมราคา ค่าประกันภัย และค่าบำรุงรักษา โดยต้นทุนถือครอง 5 ปีของ EV และรถปลั๊กอินไฮบริดจะใกล้เคียงกันที่ประมาณ 680,000 บาทต่อคัน สูงกว่ารถน้ำมันและรถไฮบริดที่มีต้นทุน 580,000 – 630,000 บาท
แต่หากขับปีละประมาณ 30,000 กิโลเมตร รถ EV จะมีต้นทุนการถือครอง 5 ปีอยู่ที่ 750,000 บาท หรือเพียง 5 บาทต่อกิโลเมตร ซึ่งต่ำที่สุดเมื่อเทียบกับรถไฮบริด (770,000 – 850,000 บาท หรือ 5.2 - 5.7 บาทต่อกิโลเมตร) และรถน้ำมัน (960,000 บาท หรือ 6.4 บาทต่อกิโลเมตร) ดังนั้นยิ่งขับเยอะ EV ยิ่งคุ้มค่า
ปัญหาหัวชาร์จยังตามไม่ทัน
แม้ยอดขายรถ EV จะโตแรง แต่สิ่งที่โตไม่ทันคือสถานีชาร์จ ข้อมูลจาก ttb analytics ระบุว่าช่วง 3 ปีที่ผ่านมา จำนวนหัวชาร์จรถไฟฟ้าเพิ่มเฉลี่ยเพียง 20% ต่อปี ขณะที่จำนวนรถ EV โตเฉลี่ยถึง 25% ต่อปี ส่งผลให้อุปทานจุดชาร์จเติบโตช้ากว่าอุปสงค์
ณ สิ้นปี 2568 ประเทศไทยมีสัดส่วนรถ EV สะสมเฉลี่ยประมาณ 23 คันต่อหัวชาร์จ 1 หัว ซึ่งหนาแน่นเกือบเท่าตัวเมื่อเทียบกับคำแนะนำขององค์การพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ที่ระบุว่าระดับที่เหมาะสมควรอยู่ที่ 10-15 คันต่อหัวชาร์จเท่านั้น ขณะที่จีนมีรถ EV 9.9 คันต่อหัวชาร์จ และยุโรปมี 11.3 คันต่อหัวชาร์จ
จุดชาร์จกระจุกตัวในเมือง
เกือบครึ่งของสถานีชาร์จยังคงกระจุกตัวอยู่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ทำให้ต่างจังหวัดจำนวนมากเข้าถึงได้ไม่สะดวก หากรถ EV ยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่องแต่สถานีชาร์จโตไม่ทัน ภาพที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตคือ “รถไม่ติด แต่คิวชาร์จติด” โดยเฉพาะช่วงวันหยุดยาวหรือการเดินทางข้ามจังหวัด
ดังนั้นโจทย์ใหญ่ของไทยในวันนี้ไม่ใช่แค่การขายรถ EV ให้ได้มากขึ้น แต่คือการสร้างระบบนิเวศของรถ EV ให้เติบโตไปพร้อมกัน ทั้งการเร่งลงทุนสถานีชาร์จ การขยายโครงข่ายไฟฟ้า และการกระจายจุดชาร์จไปยังต่างจังหวัด เพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง การเป็น “EV Hub” ของไทยจะเกิดขึ้นได้จริงต่อเมื่อ “รถวิ่งได้สบาย ชาร์จได้สบาย” และไม่มีปัญหาเล็กๆ น้อยๆ มาเป็นอุปสรรค



