กองทุนฟื้นฟูฯเลิกใช้แบงก์ชาติค้ำเงินกู้3.5แสนล.
กองทุนฟื้นฟูฯเลิกใช้แบงก์ชาติค้ำเงินกู้3.5แสนล.

กองทุนฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF) ได้ยุติการใช้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เป็นผู้ค้ำประกันเงินกู้จำนวน 3.5 แสนล้านบาท หลังจากพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ว่าด้วยการให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่กองทุนฟื้นฟูฯ พ.ศ. 2566 มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2567 ที่ผ่านมา การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญในการปรับโครงสร้างหนี้สาธารณะของประเทศ

รายละเอียดการเปลี่ยนแปลง

เดิมที กองทุนฟื้นฟูฯ ได้กู้ยืมเงินจากธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินต่างๆ โดยมี ธปท. เป็นผู้ค้ำประกัน ซึ่งทำให้หนี้ดังกล่าวกลายเป็นหนี้สาธารณะที่ต้องได้รับการดูแลจากรัฐบาล อย่างไรก็ตาม ภายใต้กฎหมายใหม่ กองทุนฟื้นฟูฯ จะต้องรับผิดชอบหนี้สินของตนเองโดยไม่ต้องพึ่งพาการค้ำประกันจาก ธปท. อีกต่อไป

นายรณรงค์ พูลพิพัฒน์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) เปิดเผยว่า "การยกเลิกการค้ำประกันครั้งนี้จะช่วยลดภาระหนี้สาธารณะของประเทศลงได้มาก และทำให้การบริหารจัดการหนี้ของกองทุนฟื้นฟูฯ มีความโปร่งใสมากขึ้น" ทั้งนี้ หนี้ดังกล่าวคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 2% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ซึ่งเมื่อยกเลิกการค้ำประกันแล้ว หนี้สาธารณะของไทยจะลดลงทันที

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

ผลกระทบต่อระบบการเงิน

การเปลี่ยนแปลงนี้ส่งผลให้ธนาคารพาณิชย์ที่ถือหุ้นกู้ของกองทุนฟื้นฟูฯ ต้องปรับตัว โดยหุ้นกู้ดังกล่าวจะไม่ได้รับการค้ำประกันจาก ธปท. อีกต่อไป ทำให้ความเสี่ยงในการลงทุนเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม นายรณรงค์กล่าวว่า "ธนาคารพาณิชย์ได้เตรียมการรองรับการเปลี่ยนแปลงนี้มาเป็นเวลานานแล้ว และเชื่อว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของระบบการเงิน"

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

นอกจากนี้ กองทุนฟื้นฟูฯ ยังมีแผนที่จะออกหุ้นกู้ชุดใหม่เพื่อรีไฟแนนซ์หนี้เดิม โดยมีกระทรวงการคลังเป็นผู้ค้ำประกันแทน ธปท. ซึ่งจะช่วยให้ต้นทุนการกู้ยืมลดลง เนื่องจากกระทรวงการคลังมีเครดิตเรทติ้งที่สูงกว่า

ความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญ

ดร.สมศักดิ์ ศรีสุข นักเศรษฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า "การยกเลิกการค้ำประกันโดย ธปท. เป็นสัญญาณที่ดีในการลดความเสี่ยงทางการคลัง และเป็นการส่งเสริมวินัยทางการเงินของกองทุนฟื้นฟูฯ" อย่างไรก็ตาม เขาเตือนว่า "กองทุนฟื้นฟูฯ ต้องบริหารจัดการหนี้อย่างรอบคอบ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในอนาคต"

ทั้งนี้ กองทุนฟื้นฟูฯ มีภาระหนี้คงค้างรวมทั้งสิ้นประมาณ 1.4 ล้านล้านบาท โดย 3.5 แสนล้านบาทดังกล่าวเป็นส่วนที่ ธปท. เคยค้ำประกันไว้ การยกเลิกการค้ำประกันครั้งนี้จึงเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการปรับโครงสร้างหนี้ทั้งหมด

แนวโน้มในอนาคต

กระทรวงการคลังมีแผนที่จะลดสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ลงจากปัจจุบันที่ประมาณ 60% ให้เหลือต่ำกว่า 55% ภายในปี 2570 โดยการยกเลิกการค้ำประกันครั้งนี้เป็นหนึ่งในมาตรการสำคัญที่ช่วยให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าว

นอกจากนี้ รัฐบาลยังอยู่ระหว่างการพิจารณาแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้กองทุนฟื้นฟูฯ มีความคล่องตัวในการบริหารจัดการหนี้มากขึ้น โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จภายในปีนี้