อินเดียและสหรัฐอเมริกาได้ลงนามในข้อตกลงความร่วมมือด้านโครงสร้างพื้นฐานมูลค่ารวม 2.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อพัฒนาโครงการเชื่อมโยงภูมิภาคเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ข้อตกลงดังกล่าวครอบคลุมการพัฒนาเส้นทางรถไฟ ท่าเรือ และโครงการพลังงานสะอาด โดยมีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจและลดการพึ่งพาจีน
รายละเอียดความร่วมมือ
ข้อตกลงนี้เป็นส่วนหนึ่งของกรอบความร่วมมือ "อินโด-แปซิฟิก เศรษฐกิจ เฟรมเวิร์ก" (IPEF) ที่ทั้งสองประเทศร่วมกันผลักดัน โดยสหรัฐฯ จะให้การสนับสนุนทางการเงินและเทคโนโลยี ขณะที่อินเดียจะดำเนินการก่อสร้างและบริหารจัดการ โครงการสำคัญ ได้แก่ การพัฒนาทางรถไฟเชื่อมต่อระหว่างรัฐอัสสัมกับท่าเรือจิตตะกองในบังกลาเทศ การขยายท่าเรือมุนทราในรัฐคุชราต และการสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในรัฐราชสถาน
ผลกระทบต่อภูมิภาค
นายกรัฐมนตรีนเรนทรา โมดีของอินเดียกล่าวว่า "ความร่วมมือครั้งนี้จะช่วยยกระดับโครงสร้างพื้นฐานของอินเดียและสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ๆ ให้กับทั้งภูมิภาค" ด้านประธานาธิบดีโจ ไบเดนของสหรัฐฯ ระบุว่า "การลงทุนนี้จะเสริมสร้างห่วงโซ่อุปทานที่ยืดหยุ่นและส่งเสริมการเติบโตที่ยั่งยืน" ผู้เชี่ยวชาญคาดว่าโครงการนี้จะช่วยลดต้นทุนการขนส่งระหว่างอินเดียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ลงได้ถึง 15% และสร้างงานโดยตรงกว่า 50,000 ตำแหน่งในอินเดีย
บริบททางภูมิรัฐศาสตร์
ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นท่ามกลางการแข่งขันทางเศรษฐกิจระหว่างสหรัฐฯ และจีนในภูมิภาคเอเชีย โดยจีนได้ดำเนินโครงการ Belt and Road Initiative (BRI) ในหลายประเทศเพื่อนบ้านของอินเดีย เช่น ศรีลังกา ปากีสถาน และบังกลาเทศ การลงทุนครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของสหรัฐฯ ในการถ่วงดุลอิทธิพลของจีน และส่งเสริมบทบาทของอินเดียในฐานะศูนย์กลางการผลิตและการค้า
การตอบรับจากภาคเอกชน
ภาคธุรกิจอินเดียตอบรับเชิงบวกต่อข้อตกลงดังกล่าว โดยสมาพันธ์อุตสาหกรรมอินเดีย (CII) ระบุว่า "การลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอินเดียและดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ" ขณะที่หอการค้าอเมริกันในอินเดีย (AmCham India) กล่าวว่า "ความร่วมมือนี้จะเปิดโอกาสใหม่ๆ สำหรับบริษัทอเมริกันในการเข้าถึงตลาดอินเดียและเอเชียใต้"



