สหรัฐอเมริกาอนุมัติการขายอาวุธมูลค่ากว่า 7,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐให้กับอิสราเอล โดยรวมถึงระเบิดนำวิถีและขีปนาวุธต่างๆ การตัดสินใจนี้มีขึ้นท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากนานาชาติเกี่ยวกับสถานการณ์ด้านมนุษยธรรมในฉนวนกาซา
รายละเอียดของข้อตกลง
กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ประกาศเมื่อวันที่ 9 สิงหาคม 2567 ว่าอนุมัติการขายอาวุธชุดใหม่ให้อิสราเอล ซึ่งประกอบด้วยระเบิดนำวิถี JDAM (Joint Direct Attack Munition) มูลค่า 6,750 ล้านดอลลาร์ และขีปนาวุธ AIM-120C-8 AMRAAM (Advanced Medium-Range Air-to-Air Missile) มูลค่า 660 ล้านดอลลาร์ การส่งมอบคาดว่าจะเกิดขึ้นในปี 2568-2569
ตามคำแถลงของกระทรวงการต่างประเทศ การขายนี้จะสนับสนุนความมั่นคงของอิสราเอลในระยะยาว โดยเป็นการเสริมสร้างขีดความสามารถในการป้องกันตนเองจากภัยคุกคามทางอากาศและภาคพื้นดิน
ปฏิกิริยาจากนานาชาติ
การอนุมัติครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่สหรัฐฯ ถูกกดดันจากกลุ่มสิทธิมนุษยชนและประเทศต่างๆ ให้ชะลอหรือยกเลิกการส่งอาวุธ เนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับการละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศในสงครามกาซา องค์การสหประชาชาติและคณะกรรมการกาชาดระหว่างประเทศได้เรียกร้องให้มีการหยุดยิงและปกป้องพลเรือน
นายแอนโทนี บลิงเคน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ กล่าวว่า "เรายังคงสนับสนุนสิทธิของอิสราเอลในการป้องกันตนเอง แต่เราเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการปกป้องพลเรือนและการปฏิบัติตามกฎหมายมนุษยธรรมอย่างเคร่งครัด"
ในขณะที่อิสราเอลชื่นชมการตัดสินใจของสหรัฐฯ โดยนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู กล่าวว่า "อาวุธเหล่านี้จะช่วยให้เราสามารถปกป้องประชาชนของเราและรับประกันความมั่นคงของประเทศ"
ผลกระทบต่อความสัมพันธ์สหรัฐฯ-ตะวันออกกลาง
การขายอาวุธครั้งนี้อาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ของสหรัฐฯ กับชาติอาหรับในภูมิภาค โดยเฉพาะซาอุดีอาระเบียและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ที่แสดงความกังวลเกี่ยวกับการสนับสนุนทางทหารของสหรัฐฯ ที่มีต่ออิสราเอล
ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงระบุว่าการตัดสินใจนี้อาจเพิ่มความตึงเครียดในตะวันออกกลาง และทำให้กระบวนการสันติภาพระหว่างอิสราเอลและปาเลสไตน์มีความซับซ้อนมากขึ้น



