กระทรวงพาณิชย์เปิดตัวโครงการ "น้ำมันปาล์มขวดละ 2 บาท" เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชน โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2567 ถึง 30 มิถุนายน 2568 วงเงินรวม 1,500 ล้านบาท ผู้มีสิทธิ์ซื้อน้ำมันปาล์มบรรจุขวดในราคาลดพิเศษขวดละ 2 บาท เมื่อเทียบกับราคาปกติ จำกัดการซื้อไม่เกิน 10 ลิตรต่อคนต่อเดือน
รายละเอียดโครงการและเงื่อนไข
นางสาวพิมพ์ชนก วอนขอพร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่าโครงการนี้มุ่งช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากราคาสินค้าที่สูงขึ้น โดยผู้สนใจสามารถลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชัน "ถุงเงิน" หรือที่จุดลงทะเบียนในห้างสรรพสินค้าและร้านค้าที่ร่วมโครงการ เมื่อลงทะเบียนสำเร็จจะได้รับส่วนลดทันทีเมื่อซื้อน้ำมันปาล์มที่ร้านค้าที่เข้าร่วม
นางสาวพิมพ์ชนกกล่าวว่า "โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของมาตรการลดค่าครองชีพที่รัฐบาลดำเนินการอย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่าจะช่วยเหลือประชาชนได้ประมาณ 10 ล้านคนทั่วประเทศ"
เป้าหมายและผลกระทบที่คาดหวัง
โครงการนี้มีเป้าหมายหลักในการลดภาระค่าใช้จ่ายด้านอาหารของครัวเรือน เนื่องจากน้ำมันปาล์มเป็นวัตถุดิบสำคัญในการประกอบอาหารของคนไทย จากข้อมูลของกรมการค้าภายใน พบว่าครัวเรือนไทยโดยเฉลี่ยใช้น้ำมันปาล์มประมาณ 5-10 ลิตรต่อเดือน การลดราคาขวดละ 2 บาทจะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้ถึง 20 บาทต่อเดือนต่อครัวเรือน
นอกจากนี้ โครงการยังช่วยสนับสนุนเกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมัน เนื่องจากรัฐบาลจะรับซื้อผลปาล์มในราคาที่เป็นธรรม เพื่อให้เกษตรกรมีรายได้ที่มั่นคง ขณะเดียวกันก็ควบคุมราคาขายปลีกไม่ให้สูงเกินไป
การดำเนินการและช่องทางลงทะเบียน
การลงทะเบียนเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2567 ผู้สนใจสามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน "ถุงเงิน" จาก App Store หรือ Google Play หรือลงทะเบียนด้วยตนเองที่จุดให้บริการในห้างสรรพสินค้าชั้นนำ เช่น โลตัส บิ๊กซี และแม็คโคร รวมถึงร้านค้าปลีกขนาดเล็กที่ร่วมโครงการ
เมื่อลงทะเบียนแล้ว ระบบจะบันทึกสิทธิ์ในบัตรประจำตัวประชาชน ผู้ซื้อสามารถใช้สิทธิ์ได้ทันทีที่ร้านค้า โดยแสดงบัตรประชาชนหรือแอปพลิเคชันเพื่อยืนยันตัวตน ระบบจะหักส่วนลดโดยอัตโนมัติ
ข้อควรระวังและการป้องกันการทุจริต
เพื่อป้องกันการทุจริตและการใช้สิทธิ์ซ้ำซ้อน กรมการค้าภายในได้ออกมาตรการเข้มงวด โดยจำกัดสิทธิ์การซื้อไม่เกิน 10 ลิตรต่อคนต่อเดือน และใช้ระบบตรวจสอบผ่านฐานข้อมูลกลาง หากพบการกระทำผิดจะถูกตัดสิทธิ์ทันที
นางสาวพิมพ์ชนกกล่าวเพิ่มเติมว่า "เรามีระบบติดตามและตรวจสอบการซื้อขายอย่างใกล้ชิด เพื่อให้แน่ใจว่าส่วนลดถึงมือผู้บริโภคโดยตรง ไม่มีการกักตุนหรือขายต่อในราคาสูง"
ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคม
โครงการนี้คาดว่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก เนื่องจากประชาชนมีเงินเหลือจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยลดอัตราเงินเฟ้อในหมวดอาหาร ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อค่าครองชีพโดยรวม
จากข้อมูลของสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า คาดว่ามาตรการนี้จะช่วยลดดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไปลงประมาณ 0.1% ซึ่งเป็นผลดีต่อกำลังซื้อของประชาชนในระยะยาว



