นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงบประมาณ ยอมรับว่างบประมาณประจำปีงบประมาณ 2570 มีสภาพเป็นแบบ “ฝีแตก” และ “แผลเรื้อรัง” จากการสะสมของโครงสร้างงบประมาณในอดีต พร้อมยืนยันว่ารัฐบาลจะไม่เลือกใช้วิธีการกู้เงินเพิ่มเพื่อแก้ปัญหา แต่จะยึดมั่นในการรักษาวินัยการเงินการคลังอย่างเคร่งครัด
ยอมรับสภาพงบประมาณปี 70 เข้าขั้นวิกฤต
นายภราดรชี้แจงว่า ในช่วงเช้าที่ผ่านมา มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกล่าวถึงการจัดทำงบประมาณปี 2570 ว่าเป็นแบบฝีแตก แผลเรื้อรัง หาเช้ากินค่ำ ซึ่งรัฐบาลนี้ไม่ปฏิเสธว่าสถานการณ์เป็นเช่นนั้นจริง เนื่องจากรัฐบาลนี้เพิ่งมีโอกาสจัดทำงบประมาณประเทศเป็นปีแรก และตนได้หารือกับนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง แล้วเห็นพ้องกับปัญหาที่ สส. อภิปราย หากยังคงจัดโครงสร้างงบประมาณแบบเดิมต่อไป อีก 2-3 ปี ประเทศจะอยู่ไม่ได้
สำหรับตัวเลขงบประมาณปีนี้อยู่ที่ 3.788 ล้านล้านบาท โดยรัฐบาลสามารถหารายได้เข้าได้ 3 ล้านล้านบาท เพื่อใช้จ่ายงบประจำและชำระหนี้ที่ก่อมาก่อนหน้านี้ ส่วนอีก 7.88 แสนล้านบาทเป็นเงินกู้ รัฐบาลมีทางเลือก 2 ทาง คือ ตามน้ำทำงบแบบเดิม หากเงินไม่พอขาดเท่าไรก็กู้เพิ่ม หรือแก้ไขที่โครงสร้าง
รัฐบาลเลือกปรับโครงสร้าง ไม่ตามน้ำกู้เพิ่ม
นายภราดรกล่าวว่า ตนยอมรับตรงๆ ว่าไม่สามารถจัดงบปี 2570 ให้สมบูรณ์แบบตามที่ทุกคนปรารถนาได้ เพราะโครงการต่างๆ ที่เป็นอยู่ทำให้ต้องใช้วิธีปะผุ แต่สิ่งที่รัฐบาลไม่ทำคือการตามน้ำแบบเดิมๆ หากเงินไม่พอก็ใช้การกู้ แม้จะเป็นวิธีที่ง่ายและทำให้มีเม็ดเงินเพิ่มเพื่อทำโครงการที่สัญญาไว้ รัฐบาลได้พยายามปรับโครงสร้างและรักษาวินัยการเงินการคลังอย่างเคร่งครัด
“เรายอมเจ็บเพราะรู้ว่าหากรัฐบาลไม่เจ็บปีนี้ ปีหน้า ปีถัดไปก็เจ็บเหมือนกัน และรัฐบาลนี้ไม่ได้อยู่ตลอดไป รัฐบาลหน้าจะเจอกับปัญหาแบบนี้เช่นเดียวกัน” นายภราดรกล่าว พร้อมชี้ว่างบประจำที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญทำให้งบลงทุนลดลงเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมาถึง 7 หมื่นล้านบาท
ถึงเวลาเดินหน้าแก้ไขโครงสร้างงบประมาณ
นายภราดรเปิดเผยว่า หลังฟังการอภิปราย ตนได้ไปหา น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ และนายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ แล้วบอกว่าเห็นด้วยและเห็นภาพเดียวกันกับพวกเขา ตนคิดว่าถึงเวลาที่ไม่เฉพาะรัฐบาล แต่ฝ่ายค้าน สส. ภาคเอกชน และหน่วยงานราชการต้องตระหนักรู้และมองภาพเดียวกัน เพื่อสร้างโครงสร้างงบประมาณของประเทศนี้ใหม่ ด้วยโครงสร้างงบประมาณแบบนี้ เราไม่สามารถตอบโจทย์ประเทศ ความต้องการของประชาชน และไม่สามารถเพิ่มเบี้ยให้ผู้สูงอายุ เบี้ยเด็ก เบี้ยคนพิการ ซึ่งรัฐบาลอยากทำ อยากแก้ปัญหา แต่งบที่จำกัดบีบรัดรัฐบาลทำให้ทำไม่ได้
รักษาวินัยการเงินและเพิ่มความโปร่งใส
นายภราดรกล่าวว่า รัฐบาลเริ่มต้นรักษาวินัยการเงินอย่างเคร่งครัด โดยพยายามไม่ยืมเงินคงคลังมาใช้ และพยายามสร้างโครงสร้างงบประมาณที่โปร่งใสมากขึ้น แต่ยังไม่สมบูรณ์แบบ เช่น เบี้ยบำนาญที่อยู่ในงบกลาง โดยตั้งงบเพิ่มขึ้นในปี 2568-2569 เพราะเห็นปัญหาว่าทุกปีตั้งไม่เคยพอ สุดท้ายจะเป็นภาระเงินคงคลัง ส่วนแนวทางจัดสรรงบปี 2570 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มีนโยบายชัดเจนให้รัดเข็มขัด เช่น งดการเดินทางไปดูงานต่างประเทศ หากจำเป็นต้องไป ให้ไปเฉพาะคนที่เกี่ยวข้องเพื่อลดภาระงบประมาณ
ส่วนการลดงบลงทุน นายภราดรชี้แจงว่าไม่ใช่การลดการลงทุนของประเทศ แต่เปลี่ยนแหล่งเงินทุน แทนที่จะใช้เงินจากภาษีประชาชน ให้กระทรวงคมนาคมหรือกระทรวงอื่นที่มีการลงทุนขนาดใหญ่ไปหาช่องทางเงินทุนอื่น เช่น ไทยแลนด์ฟิวเจอร์ฟันด์ หรือการร่วมทุนกับภาคเอกชน (PPP) ปีนี้มีการลดลงถึง 46% ซึ่งรัฐบาลพยายามออกมาตรการรัดเข็มขัดในการจัดทำคำขอ เพราะเข้าใจในสถานการณ์
ความโปร่งใสและงบจังหวัดถูกตัดลด
นายภราดรกล่าวว่า น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน ระบุว่าการจัดทำงบประมาณปีนี้ทำให้ฝ่ายค้านตรวจสอบได้มากขึ้น เพราะมีไฟล์เอ็กเซลที่เคยขอกันมาตั้งแต่ปี 2562 แต่ปีนี้สำนักงบประมาณจัดสรรให้สมาชิกเพื่อประโยชน์ในการพิจารณาและเพิ่มความโปร่งใส
ส่วนงบจังหวัดหรือกลุ่มจังหวัด ปกติได้ปีละ 2-3 หมื่นล้านบาท แต่ปีนี้เหลือ 4 พันล้านบาท ซึ่งเป็นหน่วยงานของกระทรวงมหาดไทยที่นายกรัฐมนตรีกำกับดูแล มีการตัดเนื้อเฉือนเนื้อลูกน้อง เพราะเป็นการตั้งงบที่ซ้ำซ้อนกับหน่วยงานอื่น เช่น โครงการทำถนนที่บอกว่าจะดึงเป็นงบกลางเพื่อให้รัฐมนตรีจัดสรรงบลงพื้นที่ของ สส. หากทำแบบนั้นผิดรัฐธรรมนูญมาตรา 144 ซึ่งรัฐบาลนี้ไม่ได้ทำและไม่มีเจตนาเช่นนั้น โครงการที่ผ่านคณะกรรมการจังหวัดแล้วจะอยู่ในส่วนของงบฟังก์ชัน ไม่ใช่นำมาแทรกไว้ในงบจังหวัดที่ต้องนำไปพัฒนาจังหวัด เพิ่มมูลค่าโอกาสให้ประชาชน การตัดลดงบประมาณในส่วนของกระทรวงมหาดไทยในปีนี้จึงมีที่มา
ทุกกระทรวงถูกตัดลด งบกลางเพิ่มเพื่อบำนาญ
นายภราดรกล่าวว่า การดำเนินการตัดลดงบประมาณทุกกระทรวง ทบวง กรม ทำให้ตนถูกตำหนิจากเพื่อนในคณะรัฐมนตรีทุกคน แต่ตนก็นำเหตุผลไปบอกว่าด้วยสภาวะรายรับ-รายจ่ายของรัฐบาลเช่นนี้ ก็ต้องทำ ส่วนงบกลางที่เพิ่มขึ้นกว่าปีที่แล้ว 1 พันล้านบาทนั้น มีความกังวลว่ารัฐบาลจะไปเพิ่มในส่วนที่สามารถใช้ได้โดยไม่ต้องขออนุญาตสภา แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่ งบกลางในส่วนที่รัฐบาลใช้ได้คืองบกลางในหมวดฉุกเฉินจำเป็นเร่งด่วน และหน่วยงานราชการไม่ได้ตั้งงบประมาณไว้ โดยงบกลางที่เพิ่มขึ้น 1 พันล้านบาทนั้นเป็นการเพิ่มในส่วนของเบี้ยหวัด บำเหน็จ บำนาญ และในส่วนของสำรองที่จะต้องจ่ายให้กับ กบข. ในปีนี้ถึง 7.14 หมื่นล้านบาท
หมวดใหม่แก้วิกฤตผันผวน และการปฏิรูปร่วมกัน
นายภราดรกล่าวถึงหมวดใหม่ในงบกลางคือ การแก้ปัญหาวิกฤตผันผวนงบประมาณ 1.2 หมื่นล้านบาท รัฐบาลมีหลักคิดว่ารัฐบาลกู้เงิน 7 แสนล้านบาทต่อปี ดอกเบี้ย 3-4% แต่มีหลายหน่วยงาน เช่น องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีเงินสะสมที่สามารถใช้ได้ 6 แสนล้านบาท กองทุนหมุนเวียนมีเงินสะสมและหมุนเวียนในกองทุนอยู่หลายแสนล้านบาท หน่วยงานภาครัฐที่สามารถเก็บเงินนอกงบประมาณมีอีกมหาศาล ขณะที่รัฐบาลต้องกู้เงินทุกปีแสนล้านบาท แต่มีเงินในหลายองค์กรที่ฝากเงินในธนาคารเพื่อเก็บดอกเบี้ย เป็นสิ่งไม่ถูกต้อง ตนคิดว่าถึงเวลาที่ต้องปฏิรูปร่วมกันในโครงสร้างงบประมาณ จึงขอเชิญชวนทุกคนมาช่วยกันคิดและวางโครงสร้างงบประมาณใหม่ ทั้งการจัดเก็บและการหารายได้ใหม่
เชิญชวนร่วมมือในกรรมาธิการ
นายภราดรกล่าวต่อว่า ขอให้ช่วยคิดการจัดทำงบประมาณที่ตอบโจทย์ประเทศมากที่สุด การจะนำเงินสะสมในกองทุนหมุนเวียนอยู่ในระบบงบประมาณมีวิธีการอย่างไร หากเราตั้งวงร่วมคิด ตนคิดว่าไม่ใช่ช่วยรัฐบาลปัจจุบัน แต่ช่วยประเทศให้มีโครงสร้างงบประมาณประเทศสมบูรณ์และตอบโจทย์ประเทศมากขึ้น ทั้งนี้ หากวันที่ 1 กรกฎาคม หลังจากการอภิปรายและลงมติแล้ว สภาฯ เห็นชอบวาระแรก ก็จะนำไปสู่การตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ตนก็อยากเชิญชวน กมธ. ว่าปีนี้เรามาช่วยกันตัดลดงบประมาณที่ไม่จำเป็นให้มากที่สุด เพื่อนำเงินที่ตัดได้ให้กับหน่วยงานที่ไม่ขัดกับมาตรา 144 ของรัฐธรรมนูญที่มีความจำเป็น เช่น งบวิจัยที่ปีนี้ถูกตัดลดไปหลายพันล้านบาท ร่วมมือกัน และใช้กรรมาธิการเป็นเครื่องมือในการลีนงบประมาณ 2570 ให้ได้มากที่สุด เพื่อแก้ไขปัญหาที่มีความจำเป็นเร่งด่วน ขอเชิญชวนเพื่อนสมาชิก โดยวันสุดท้ายนายเอกนิติ ในฐานะหัวหน้าทีมคลังของรัฐบาลจะมาชี้แจงในส่วนของการสรุปภาพรวมทั้งหมดอีกครั้ง



