นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ลงนามในคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 192/2569 แต่งตั้งคณะกรรมการนโยบายอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ชั้นสูงแห่งชาติ โดยมีนายกฯ เป็นประธาน และมีหัวหน้าส่วนราชการและตัวแทนภาคเอกชนร่วมเป็นกรรมการ คำสั่งดังกล่าวสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลที่ต้องการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน และหลุดพ้นจากกับดักประเทศรายได้ปานกลาง
เป้าหมายชิปเมดอินไทยแลนด์
รัฐบาลตั้งเป้าหมายให้ประเทศไทยเป็นฮับอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงของอาเซียน และผลักดันผลิตภัณฑ์ 'ชิปเมดอินไทยแลนด์' ให้เกิดขึ้นจริงภายในปี ค.ศ. 2050 หรือ พ.ศ. 2593 โดยเน้นการดึงดูดการลงทุนมูลค่า 2.5 ล้านล้านบาท และพัฒนาบุคลากรทักษะสูงกว่า 230,000 คน
องค์ประกอบของคณะกรรมการ
คณะกรรมการชุดนี้มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี เป็นรองประธาน กรรมการประกอบด้วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ปลัดกระทรวงการคลัง เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีไมโครอิเล็กทรอนิกส์ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย นายกสมาคมการค้าอุตสาหกรรมไทยเซมิคอนดักเตอร์ นายกสมาคมนายจ้างอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์ นายเบญจรงค์ สุวรรณคีรี และนายอนุชิต อนุชิตานุกูล โดยมีนายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เป็นกรรมการและเลขานุการ
อำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการ
- กำหนดทิศทางนโยบาย แผนแม่บท และเป้าหมายในการพัฒนาอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง
- พิจารณาแผนงานและโครงการของหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องเพื่อเสนอคณะรัฐมนตรีให้ความเห็นชอบ
- บูรณาการ ติดตาม และประเมินผลการดำเนินงานตามแผนงานที่กำหนด รวมถึงให้ข้อเสนอแนะเพื่อให้เกิดผลในทางปฏิบัติ
- แต่งตั้งคณะอนุกรรมการหรือคณะทำงานตามความจำเป็น
- ปฏิบัติงานอื่นตามที่นายกรัฐมนตรีหรือคณะรัฐมนตรีมอบหมาย
การเบิกจ่ายเบี้ยประชุมและค่าใช้จ่ายของคณะอนุกรรมการให้เป็นไปตามพระราชกฤษฎีกาเบี้ยประชุมกรรมการ พ.ศ. 2547 โดยเบิกจากงบประมาณของหน่วยงานต้นสังกัดของเลขานุการคณะอนุกรรมการ
ความสำคัญของนโยบาย
นโยบายนี้จะสร้างความมั่นคงให้กับห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมเป้าหมายของประเทศ นำไปสู่การพัฒนาบุคลากรและปัจจัยสนับสนุนการลงทุน รวมถึงการปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมในภาพรวม ทำให้ประเทศไทยมีขีดความสามารถในการเป็นฐานการผลิตเซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงที่สำคัญของภูมิภาคอาเซียนในอนาคต



