TDRI เตือนไทยอย่าชะล่าใจหลังสงครามสหรัฐ-อิหร่านยุติ ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ยังสูง
TDRI เตือนไทยอย่าชะล่าใจหลังสงครามสหรัฐ-อิหร่านยุติ

นางสาวอารีพร อัศวินพงศ์พันธ์ นักวิชาการสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) เปิดเผยมุมมองต่อสถานการณ์พลังงานโลก ภายหลังสหรัฐอเมริกาและอิหร่านลงนามบันทึกข้อตกลงยุติสงครามที่ยืดเยื้อมานานเกือบ 4 เดือน โดยระบุว่า แม้การยุติความขัดแย้งจะส่งผลดีต่อประเทศไทยในระยะสั้น แต่ยังเร็วเกินไปที่จะวางใจ เนื่องจากความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา

สงครามจบแต่ความเสี่ยงยังไม่จบ

นางสาวอารีพร กล่าวว่า บทเรียนจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ถือเป็นสัญญาณสำคัญที่สะท้อนให้เห็นว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งสร้างความมั่นคงด้านพลังงานมากขึ้น ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว เนื่องจากในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา โลกเผชิญปัญหาภูมิรัฐศาสตร์หลายครั้งและมีความรุนแรงมากขึ้น ส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาพลังงานและความมั่นคงทางเศรษฐกิจ

“ประเทศไทยไม่สามารถปล่อยให้ความมั่นคงทางพลังงานขึ้นอยู่กับสถานการณ์โลกเพียงอย่างเดียวได้ ภาครัฐควรเร่งหาเครื่องมือและมาตรการรองรับทั้งระยะสั้นและระยะยาว เพื่อเพิ่มความมั่นคงด้านน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลว หรือ LNG” นางสาวอารีพร กล่าว

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

ผลดีระยะสั้น แต่ยังมีความเสี่ยงระยะยาว

นางสาวอารีพร มองว่า ในระยะสั้นถือเป็นปัจจัยบวกต่อประเทศไทย เนื่องจากไทยเป็นประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานในสัดส่วนสูง โดยเฉพาะน้ำมันที่ต้องนำเข้าประมาณ 80% ของการบริโภคภายในประเทศ การยุติสงครามจึงมีแนวโน้มช่วยลดแรงกดดันด้านราคาพลังงาน ทั้งราคาน้ำมันที่ส่งผลต่อต้นทุนขนส่ง ค่าไฟฟ้า และค่าครองชีพของประชาชน

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

อย่างไรก็ตาม ผลบวกดังกล่าวอาจเกิดขึ้นเพียงในระยะสั้นเท่านั้น เพราะยังไม่มีใครสามารถยืนยันได้ว่าความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์จะไม่เกิดขึ้นอีกในอนาคต นางสาวอารีพร ระบุว่า ช่วงเวลาที่สถานการณ์เริ่มคลี่คลาย เป็นโอกาสสำคัญที่ภาครัฐควรใช้ในการวางนโยบายรองรับความมั่นคงทางพลังงานในระยะยาว เพราะประเทศไทยอาจเผชิญปัญหาลักษณะเดียวกันซ้ำอีกในอนาคต

ข้อเสนอแนะมาตรการเร่งด่วนและระยะยาว

นางสาวอารีพร เสนอมาตรการเร่งด่วนที่ภาครัฐควรดำเนินการ สิ่งแรกคือการกระจายแหล่งนำเข้าเชื้อเพลิง ทั้งน้ำมันและ LNG ไปยังภูมิภาคอื่นนอกเหนือจากตะวันออกกลาง เพื่อลดความเสี่ยงจากเหตุการณ์ที่อาจกระทบต่อเส้นทางขนส่งสำคัญ เช่น การปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะขาดแคลนเชื้อเพลิงและกระทบต่อความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ

ขณะเดียวกัน ภาครัฐควรเร่งเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ลดการใช้พลังงานที่ไม่จำเป็น รวมถึงสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้พลังงานไฟฟ้ามากขึ้น โดยเฉพาะในภาคขนส่ง ผ่านการส่งเสริมการใช้รถยนต์ไฟฟ้า และการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง เช่น สถานีชาร์จไฟฟ้า และการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อรองรับการเดินทางระยะไกล

ส่วนในระยะยาว ประเทศไทยควรมีการจัดตั้ง Strategic Petroleum Reserve หรือ คลังน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อให้มีน้ำมันสำรองเพียงพอสำหรับรองรับการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่สำคัญในช่วงวิกฤต หรือช่วงที่ราคาน้ำมันในตลาดโลกผันผวนอย่างรุนแรง

ด้านไฟฟ้าและพลังงานทดแทน

สำหรับด้านไฟฟ้า นางสาวอารีพร มองว่า ไทยสามารถดำเนินการได้ทันทีผ่านการสนับสนุนการใช้ทรัพยากรพลังงานภายในประเทศมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม และพลังงานชีวภาพ ซึ่งจะช่วยลดการพึ่งพาการนำเข้า LNG และเพิ่มความมั่นคงทางพลังงานในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีการลงนามข้อตกลงสันติภาพแล้ว แต่นางสาวอารีพร มองว่า ยังไม่ควรวางใจต่อสถานการณ์ดังกล่าว เนื่องจากไม่มีหลักประกันใด หรือใครจะสามารถการันตีได้ว่าความขัดแย้งจะไม่กลับมาปะทุขึ้นอีกครั้ง

“วันนี้อาจตกลงกันได้ แต่ในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้าอาจมีเหตุการณ์ใหม่เกิดขึ้นก็ได้ ความมั่นคงทางพลังงานไม่ได้หมายถึงแค่การมีพลังงานเพียงพอเท่านั้น แต่ยังรวมถึงเรื่องของราคา เมื่อใดก็ตามที่เกิดความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ราคาน้ำมันจะปรับตัวทันที และประเทศไทยก็จะได้รับผลกระทบตามมา” นางสาวอารีพร กล่าว

การฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานและผลกระทบต่อราคา

นอกจากนี้ แม้ข้อตกลงดังกล่าวจะรวมถึงการผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรอิหร่าน ซึ่งอาจช่วยเพิ่มปริมาณน้ำมันในตลาดโลก แต่ราคาพลังงานอาจไม่ได้ลดลงอย่างรวดเร็ว เนื่องจากโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในตะวันออกกลางที่ได้รับผลกระทบจากสงคราม ยังต้องใช้เวลาในการฟื้นฟูอย่างน้อย 6 เดือนถึง 1 ปี

“เราอาจเห็นราคาพลังงานปรับลดลงบ้าง แต่ยังไม่กลับสู่ระดับปกติในระยะสั้น เพราะโครงสร้างพื้นฐานที่เสียหายจากสงครามต้องใช้เวลาในการฟื้นฟู อีกทั้งหากไทยต้องนำเข้าน้ำมันจากแหล่งอื่นมากขึ้น โรงกลั่นภายในประเทศก็อาจต้องปรับกระบวนการผลิตให้สอดคล้องกับคุณภาพน้ำมันจากแหล่งใหม่ด้วย” นางสาวอารีพร กล่าว

เปรียบเทียบกับประเทศอื่นในอาเซียนและบทเรียนจากญี่ปุ่น

เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาคอาเซียน นางสาวอารีพร มองว่า ประเทศส่วนใหญ่เผชิญผลกระทบจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ในลักษณะใกล้เคียงกัน โดยประเทศที่สามารถผลิตน้ำมันได้เองในสัดส่วนสูง เช่น มาเลเซีย หรือบรูไน จะได้รับผลกระทบน้อยกว่า ขณะที่ไทยและเวียดนามยังคงมีความเปราะบางจากการพึ่งพาการนำเข้าพลังงาน

อย่างไรก็ตาม หากมองไปยังประเทศที่สามารถรับมือกับวิกฤตพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น ญี่ปุ่นถือเป็นตัวอย่างที่น่าสนใจ เนื่องจากมีการจัดทำคลังน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์อย่างเป็นระบบ ทำให้สามารถสำรองน้ำมันเพื่อรองรับกิจกรรมทางเศรษฐกิจภายในประเทศได้นานถึง 200 วัน ส่งผลให้ประชาชนได้รับผลกระทบจากความผันผวนของตลาดพลังงานน้อยกว่าหลายประเทศ

นางสาวอารีพร กล่าวทิ้งท้ายว่า ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์เป็นความเสี่ยงที่ไม่มีใครสามารถรับประกันได้ว่าจะไม่เกิดขึ้นอีก ดังนั้นสิ่งสำคัญคือการเตรียมความพร้อม ทั้งด้านปริมาณสำรองพลังงาน การกระจายแหล่งนำเข้า และการพัฒนาพลังงานภายในประเทศ เพื่อให้ประเทศไทยสามารถรับมือกับวิกฤตพลังงานในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด