นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า สนค. ได้ติดตามสถานการณ์การค้าสินค้าโกโก้ของโลกและไทย โดยข้อมูลจาก Fortune Business Insights ระบุว่า ในปี 2568 ตลาดโกโก้และช็อกโกแลตทั่วโลกมีมูลค่า 55,870 ล้านเหรียญสหรัฐ และคาดการณ์ปี 2569 ตลาดจะเติบโตเป็น 58,650 ล้านเหรียญสหรัฐ และจะเติบโตถึง 86,520 ล้านเหรียญสหรัฐ ภายในปี 2577 โดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีอยู่ที่ร้อยละ 4.98 ในช่วงระยะเวลาคาดการณ์ ซึ่งยุโรปครองส่วนแบ่งตลาดสูงสุดอยู่ที่ร้อยละ 43.37
การผลิตโกโก้โลกและไทย
ข้อมูลองค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ระบุว่า การผลิตโกโก้ปี 2567 ประเทศผู้ผลิตโกโก้ 5 อันดับแรกของโลก ได้แก่ (1) โกตติวัวร์ (ร้อยละ 36.1 ของปริมาณผลผลิตโกโก้โลก) (2) อินโดนีเซีย (ร้อยละ 12.1) (3) กานา (ร้อยละ 10.1) (4) เอกวาดอร์ (ร้อยละ 7.7) และ (5) ไนจีเรีย (ร้อยละ 6.7) ส่วนไทยปี 2568 มีผลผลิตเมล็ดโกโก้ 3,194 ตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 39.7 เทียบกับปีที่ผ่านมา (2,287 ตัน) โดยพื้นที่ปลูกส่วนใหญ่อยู่ในภาคใต้ เช่น สงขลา นครศรีธรรมราช พัทลุง ประจวบคีรีขันธ์ และระนอง
การค้าเมล็ดโกโก้โลก
ในปี 2567 โลกมีมูลค่าการส่งออกเมล็ดโกโก้ 19,013 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 96.3 จากปีก่อนหน้า โดยประเทศผู้ส่งออกสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ (1) โกตดิวัวร์ มูลค่า 3,993.6 ล้านเหรียญสหรัฐ (ร้อยละ 21.0) (2) เอกวาดอร์ 3,352.6 ล้านเหรียญสหรัฐ (ร้อยละ 17.6) (3) ไนจีเรีย 1,675.8 ล้านเหรียญสหรัฐ (ร้อยละ 8.8) (4) แคเมอรูน 1,344.5 ล้านเหรียญสหรัฐ (ร้อยละ 7.1) และ (5) เบลเยียม 1,232.6 ล้านเหรียญสหรัฐ (ร้อยละ 6.5) ไทยมีมูลค่าการส่งออก 2.14 ล้านเหรียญสหรัฐ เป็นผู้ส่งออกอันดับที่ 44 ของโลก
ขณะที่โลกมีมูลค่านำเข้า 20,519 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 86.30 จากปีก่อนหน้า ประเทศผู้นำเข้าสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ (1) เนเธอร์แลนด์ 4,265.8 ล้านเหรียญสหรัฐ (ร้อยละ 20.8) (2) มาเลเซีย 3,303.8 ล้านเหรียญสหรัฐ (ร้อยละ 16.1) (3) เยอรมนี 2,576.3 ล้านเหรียญสหรัฐ (ร้อยละ 12.6) (4) เบลเยียม 2,068.7 ล้านเหรียญสหรัฐ (ร้อยละ 10.1) และ (5) สหรัฐอเมริกา 1,134.9 ล้านเหรียญสหรัฐ (ร้อยละ 5.5) สำหรับไทยมีมูลค่าการนำเข้า 0.06 ล้านเหรียญสหรัฐ เป็นผู้นำเข้าอันดับที่ 83 ของโลก
สถานการณ์การค้าโกโก้และของปรุงแต่งของไทย
ในปี 2568 ไทยส่งออกโกโก้และของปรุงแต่งที่ทำจากโกโก้ มูลค่า 131.3 ล้านเหรียญสหรัฐ (4,312 ล้านบาท) ขยายตัวร้อยละ 27.4 เทียบกับปีก่อนหน้า สำหรับช่วง 3 เดือนแรกของปี 2569 ไทยส่งออก 8,516 ตัน มูลค่า 32.5 ล้านเหรียญสหรัฐ (1,008 ล้านบาท) ตลาดที่มีมูลค่าส่งออกสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ (1) จีน (ร้อยละ 23.4) (2) ญี่ปุ่น (ร้อยละ 17.7) (3) สหรัฐอเมริกา (ร้อยละ 13.3) (4) เมียนมา (ร้อยละ 11.4) และ (5) สปป.ลาว (ร้อยละ 6.6) ขณะเดียวกันยังมีตลาดศักยภาพที่ขยายตัวดี เช่น นอร์เวย์ (ขยายตัวร้อยละ 1,222.4) มอริเชียส (ขยายตัวร้อยละ 780.2) สวีเดน (ขยายตัวร้อยละ 442.9) ฟินแลนด์ (ขยายตัวร้อยละ 150.7) และสเปน (ขยายตัวร้อยละ 143.9)
ราคาเมล็ดโกโก้และกฎระเบียบ EUDR
ราคาของเมล็ดโกโก้ในตลาดโลก ช่วงปี 2566 จนถึงต้นปี 2568 ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมากจากปัญหาสภาพภูมิอากาศแปรปรวนในภูมิภาคผู้ปลูกโกโก้รายใหญ่ ต่อมาราคาเริ่มปรับตัวลดลงจนปรับฐานใหม่ในช่วงต้นปี 2569 แต่ยังสูงกว่าราคาเฉลี่ยก่อนการพุ่งสูงขึ้น นอกจากนี้ ในปี 2566 สหภาพยุโรปประกาศใช้กฎระเบียบ EU Deforestation Regulation (EUDR) กำหนดให้การผลิตโกโก้ต้องตรวจสอบย้อนกลับได้และไม่เป็นการตัดไม้ทำลายป่า ปัจจัยเหล่านี้สะท้อนว่าตลาดโกโก้กำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง (Structural Shift) มากกว่าความผันผวนระยะสั้น ทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น การเพิ่มมูลค่าสินค้าจึงเป็นสิ่งจำเป็น
แนวทางปรับตัวสู่สินค้าพรีเมียม
นายบดินทร์ เจริญพงศ์ชัย นายกสมาคมการค้าโกโก้และช็อกโกแลตไทย (TACCO) กล่าวว่า ปัจจุบันตลาดสินค้าโกโก้และช็อกโกแลตไทยปรับตัวสู่การผลิตคราฟต์ช็อกโกแลต (Craft Chocolate) ซึ่งเน้นคุณภาพ มีอัตลักษณ์และรสชาติพิเศษ ตรวจสอบที่มาแหล่งเพาะปลูกได้ ตลาดนี้แม้เล็กแต่คาดว่าเติบโตต่อเนื่องในอัตราที่สูงกว่าตลาดอุตสาหกรรมที่เน้นปริมาณ ต้นทุนการปลูกโกโก้ของเกษตรกรไทยสูง ทำให้ไทยไม่ควรขายเมล็ดโกโก้แห้งเป็นวัตถุดิบแข่งในตลาด แต่ควรแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ก่อนจำหน่าย ดังเช่นอินโดนีเซียและมาเลเซียที่เป็นผู้แปรรูปช็อกโกแลตรายสำคัญ โดยรัฐบาลอินโดนีเซียสนับสนุนการแปรรูปเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ทำให้เมล็ดโกโก้ถูกแปรรูปในประเทศถึงร้อยละ 85 ส่วนมาเลเซียเป็นผู้นำเข้าเมล็ดโกโก้รายใหญ่เพื่อแปรรูปและส่งออก มี Malaysian Cocoa Board (MCB) ดูแลการผลิตและการค้าอย่างครบวงจร
นายบดินทร์กล่าวว่า ไทยควรมุ่งเป้าตลาดเฉพาะกลุ่ม (Niche Market) เน้นคุณภาพและเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ โดยเทรนด์สินค้าโกโก้และช็อกโกแลตที่น่าสนใจ ได้แก่ สินค้าเพื่อสุขภาพ เนื่องจากโกโก้มีสารฟลาโวนอยด์ (Flavonoids) สูง เหมาะกับกลุ่มผู้บริโภคที่รักสุขภาพซึ่งมีกำลังซื้อสูงและบริโภคสม่ำเสมอ หรือสินค้ากลุ่ม Plant-based แม้ไทยจะผลิตสินค้าโกโก้และช็อกโกแลตเป็นมูลค่าไม่มาก แต่สามารถสร้างโอกาสทางการค้าโดยมุ่งเน้นสินค้าแปรรูปมูลค่าสูง อาทิ การชูเรื่องราวแหล่งผลิต การให้ความสำคัญกับคุณภาพวัตถุดิบและส่วนผสม คุณค่าทางโภชนาการ การสร้างความแตกต่างในรสชาติ ตลอดจนการทำธุรกิจที่โปร่งใสเป็นธรรมต่อเกษตรกรและผู้ประกอบการ ซึ่งจะช่วยให้ห่วงโซ่อุปทานของสินค้าโกโก้และช็อกโกแลตไทยแข็งแรง และเป็นพื้นฐานสำคัญต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยในตลาดโลก



