ท่าเรือแหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี ประกาศแผนเพิ่มกำลังการผลิตตู้สินค้าเป็น 18 ล้านทีอียู (TEU: หน่วยนับตู้คอนเทนเนอร์ขนาด 20 ฟุต) ภายในปี 2573 เพื่อรองรับการขยายตัวของการค้าโลกและการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทย โดยปัจจุบันท่าเรือมีกำลังการผลิตอยู่ที่ 11 ล้านทีอียูต่อปี
แผนขยายกำลังการผลิตและโครงการเฟส 3
นายเกรียงไกร ไชยศิริวงศ์สุข ผู้อำนวยการการท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) เปิดเผยว่า ท่าเรือแหลมฉบังมีแผนเพิ่มกำลังการผลิตเป็น 18 ล้านทีอียูภายในปี 2573 โดยจะดำเนินการผ่านโครงการเฟส 3 ซึ่งมีมูลค่าการลงทุนรวม 1.2 หมื่นล้านบาท โครงการดังกล่าวรวมถึงการก่อสร้างท่าเทียบเรือใหม่ การขยายพื้นที่ลาน堆放ตู้สินค้า และการปรับปรุงระบบขนส่งต่อเนื่อง
นายเกรียงไกรกล่าวว่า "การเพิ่มกำลังการผลิตเป็น 18 ล้านทีอียูจะช่วยให้ท่าเรือแหลมฉบังสามารถรองรับปริมาณตู้สินค้าที่เพิ่มขึ้นจากปัจจัยการขยายตัวของการค้าโลก โดยเฉพาะการเติบโตของอีคอมเมิร์ซและการค้าภายใต้กรอบความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP)"
ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย
การขยายกำลังการผลิตของท่าเรือแหลมฉบังคาดว่าจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจไทย เนื่องจากท่าเรือแห่งนี้เป็นประตูการค้าหลักของประเทศ โดยคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 80% ของปริมาณการส่งออกและนำเข้าทางทะเลของไทย การเพิ่มกำลังการผลิตจะช่วยลดต้นทุนโลจิสติกส์ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ
นอกจากนี้ โครงการเฟส 3 ยังรวมถึงการพัฒนาระบบรถไฟขนส่งสินค้าเชื่อมต่อท่าเรือกับพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคเหนือ ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งและลดระยะเวลาในการกระจายสินค้า
ความท้าทายและการดำเนินการ
อย่างไรก็ตาม การขยายกำลังการผลิตยังมีความท้าทาย เช่น การจัดการผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและการใช้ที่ดินในพื้นที่โดยรอบ ท่าเรือแหลมฉบังได้กำหนดมาตรการลดผลกระทบ เช่น การใช้พลังงานสะอาดในท่าเรือ และการปลูกป่าชายเลนทดแทนพื้นที่ที่สูญเสีย
นายเกรียงไกรกล่าวเพิ่มเติมว่า "เรามีแผนที่จะดำเนินการตามมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเคร่งครัด เพื่อให้การขยายท่าเรือเป็นไปอย่างยั่งยืนและเป็นมิตรกับชุมชน"
การท่าเรือแห่งประเทศไทยคาดว่าโครงการเฟส 3 จะแล้วเสร็จภายในปี 2573 และจะช่วยให้ท่าเรือแหลมฉบังสามารถรักษาความเป็นศูนย์กลางการขนส่งสินค้าของอาเซียนได้ต่อไป



