อินโนเวสท์เอกซ์เผย 7 กลุ่มหุ้นเด่นรับอานิสงส์แอ็กชันแพลนรัฐ-เอกชน
อินโนเวสท์เอกซ์เผย 7 กลุ่มหุ้นเด่นรับอานิสงส์แอ็กชันแพลนรัฐ-เอกชน

อินโนเวสท์เอกซ์ (InnovestX) เปิดเผย 7 กลุ่มหุ้นเด่นที่คาดว่าจะได้รับอานิสงส์จากแอ็กชันแพลน (Action Plan) หลังการหารือระหว่างภาครัฐและภาคธุรกิจภายใต้แนวคิด "ผู้ประกอบการพูด รัฐบาลฟัง" ซึ่งนำไปสู่ 4 ยุทธศาสตร์หลักในการพลิกฟื้นเศรษฐกิจไทย

นายกฯ เปิดวงหารือครั้งใหญ่

เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2569 นายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ได้เปิดวงหารือระหว่างภาครัฐและภาคธุรกิจครั้งใหญ่เป็นครั้งแรก ภายใต้แนวคิด "ผู้ประกอบการพูด รัฐบาลฟัง" โดยมีผู้แทนจากกว่า 17 กลุ่มอุตสาหกรรมเข้าร่วม อาทิ ภาคการเงิน พลังงาน เทคโนโลยี ยานยนต์ ท่องเที่ยว ค้าปลีก โลจิสติกส์ เกษตร นิคมอุตสาหกรรม และอสังหาริมทรัพย์ ต่อมา นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่าจะนำข้อเสนอจากวงหารือมาจัดทำแอ็กชันแพลนภายใน 6 เดือน

4 ยุทธศาสตร์หลักพลิกเกมเศรษฐกิจ

ผลจากการหารือตกผลึกเป็น 4 แกนยุทธศาสตร์ ได้แก่

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram
  • การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและพลังงานสะอาด รวมถึงระบบบริหารจัดการน้ำเพื่อรองรับความเสี่ยงจากเอลนีโญ
  • การยกระดับทรัพยากรมนุษย์ ผ่านการดึงแรงงานทักษะสูงและใช้เงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) กว่า 1.8 ล้านล้านบาท ถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่ภาคธุรกิจไทย
  • การสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ เช่น เวลเนสฮับ ไฟแนนเชียลฮับ ดิจิทัลฮับ และศูนย์กลางโลจิสติกส์ภูมิภาค
  • การปลดล็อกอุปสรรคเชิงโครงสร้าง ทั้งผังเมือง อีอีซี ขั้นตอนการอนุมัติ และการยกระดับการต่อต้านคอร์รัปชัน

มุมมองนักวิเคราะห์อินโนเวสท์เอกซ์

นางสาวณัฏฐ์วริน ไตรภพสกุล นักกลยุทธ์การลงทุนและนักวิเคราะห์อาวุโสกลุ่มหุ้นขนาดกลางและขนาดเล็ก จากอินโนเวสท์เอกซ์ กล่าวว่า หากมาตรการดังกล่าวสำเร็จเป็นรูปธรรม จะช่วยพลิกฟื้นเศรษฐกิจไทยจากวิกฤตพลังงานและภาวะวิกฤตเผาช้า (Slow-burn Crisis) โดยคาดว่าจีดีพีปี 2569 มีโอกาสเติบโตเพิ่มอีก 0.2-0.4% จากกรณีฐานเดิมที่ตั้งไว้ 1.4% เมื่อเทียบกับปีก่อน

ในระยะสั้น การหารืออาจมีผลต่อดัชนีตลาดหลักทรัพย์ไทย (SET) จำกัด เนื่องจากยังต้องรอความชัดเจนของแผนงาน แต่ในระยะยาว นโยบายความโปร่งใสจะช่วยดึงดูดกระแสเงินทุนจากต่างชาติ (Fund Flow)

7 กลุ่มหุ้นเด่นรับอานิสงส์

กลุ่มอุตสาหกรรมที่จะได้รับอานิสงส์หลักจากยุทธศาสตร์เหล่านี้ ประกอบด้วย

  1. กลุ่มโรงไฟฟ้า (GULF, GPSC, BGRIM) ได้ประโยชน์จากการเพิ่มกำลังการผลิตในประเทศ และการขายไฟตรงให้ลูกค้าอุตสาหกรรมด้วยอัตรากำไรสูงขึ้นในช่วงที่มีความต้องการสูง รวมถึงข้อเรียกร้องป้องกันดาต้าเซ็นเตอร์และศูนย์เหรียญที่หนุนให้เกิดการร่วมทุนและสร้างรายได้เพิ่ม
  2. กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม (WHA, AMATA, WHAUP) ความต้องการที่ดินและระบบสาธารณูปโภคเพื่อรองรับดาต้าเซ็นเตอร์พาร์กทั้งในและนอกพื้นที่อีอีซี
  3. กลุ่มสื่อสาร (ADVANC, TRUE) อุปสงค์การเชื่อมต่อโครงข่ายที่สูงขึ้น หนุนรายได้ภาคองค์กร (Enterprise)
  4. กลุ่มท่องเที่ยว (ERW, AWC, CENTEL, AOT, MINT, THAI, AAV) ได้ประโยชน์จากมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศและพัฒนาเมืองรอง
  5. กลุ่มการแพทย์ (BH, BDMS) นโยบายความมั่นคงด้านสุขภาพ เช่น การผลิตยาและเวชภัณฑ์ในประเทศ ช่วยลดต้นทุน และการเติบโตของท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ (Medical Tourism)
  6. กลุ่มยานยนต์ (STANLY, SAT, AH) การเรียกร้องมาตรการปกป้อง (Safeguard) และเกณฑ์เนื้อหาในประเทศ (Local Content) ภายใต้กรอบภาษีขั้นต่ำทั่วโลก (Global Minimum Tax) จะช่วยรักษาฐานการผลิตและซัพพลายเชนไทยในระยะยาว
  7. กลุ่มธนาคาร (BBL, KBANK) โอกาสขยายสินเชื่อรายใหญ่จากกระแสการย้ายฐานการผลิต (FDI) และแนวคิด "เซฟ เอฟฟิเชียนท์ แอนด์ โลว์คาร์บอน ฮับ" ขณะที่การเข้ามาแก้ปัญหาของกลุ่มเอสเอ็มอีจะช่วยฟื้นฟูคุณภาพสินทรัพย์ (Asset Quality)

มุมมองเศรษฐกิจและกลยุทธ์การลงทุน

อินโนเวสท์เอกซ์มองว่า หากข้อเสนอข้างต้นนำไปสู่แอ็กชันแพลนที่ดำเนินการได้อย่างเป็นรูปธรรมภายในกรอบ 6 เดือน จะเป็นปัจจัยบวกต่อความเชื่อมั่นการลงทุน โดยอาจพลิกโมเมนตัมเศรษฐกิจไทยจากวิกฤตพลังงานและวิกฤตเผาช้า รวมทั้งอาจช่วยดึงโมเมนตัมเศรษฐกิจในช่วงไตรมาส 2 ถึงไตรมาส 4 ให้ดีกว่าที่ประมาณการไว้ในกรณีฐาน ซึ่งประเมินการเติบโตของจีดีพีปี 2569 ไว้ที่ 1.4% แต่มีโอกาสเพิ่มได้อีก 0.2-0.4% หากมาตรการกู้เงิน 4 แสนล้านบาทและแอ็กชันแพลนภาครัฐ-เอกชนดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิผล โดยมีความไม่แน่นอนทางรัฐธรรมนูญเป็นตัวแปรสำคัญที่ต้องจับตาใกล้ชิด

ในด้านกลยุทธ์การลงทุน อินโนเวสท์เอกซ์มองว่า แม้ระยะสั้นผลการหารือ 4 แกนยุทธศาสตร์หลักจะยังมีผลต่อดัชนีตลาดหลักทรัพย์ไทยจำกัด โดยคาดว่าตลาดจะรอดูแอ็กชันแพลนภายใน 6 เดือน แต่หากมีพัฒนาการที่ดีจะเป็นบวกต่อการลงทุนระยะกลางถึงยาว โดยยุทธศาสตร์ด้านการยกระดับความโปร่งใสและการต่อต้านคอร์รัปชัน จะช่วยดึงดูดความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติให้กลับมาจับตาตลาดหุ้นไทยอีกครั้ง