นายธนโชติ รุ่งสิทธิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการและกรรมการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน เอ็มเอฟซี จำกัด (มหาชน) หรือ MFC เปิดเผยมุมมองการลงทุนในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ว่า แนวโน้มการลงทุนยังคงต่อเนื่องจากครึ่งปีแรก โดยมี 2 ธีมสำคัญที่ให้ผลตอบแทนโดดเด่น ได้แก่ หุ้นปันผลในประเทศไทย และหุ้นเทคโนโลยีในเกาหลีใต้ที่ได้รับอานิสงส์จากการเติบโตของอุตสาหกรรม AI
หุ้นปันผลไทยยังน่าสนใจ ท่ามกลางเงินเฟ้อที่ต้องติดตาม
สำหรับตลาดหุ้นไทย นักลงทุนยังคงให้ความสนใจกับหุ้นที่จ่ายเงินปันผลสม่ำเสมอ เนื่องจากสามารถสร้างผลตอบแทนในรูปแบบ Yield ได้ในระดับที่น่าสนใจ ท่ามกลางภาวะที่อัตราเงินเฟ้อยังคงเป็นปัจจัยที่ต้องติดตาม ขณะที่ตลาดเกาหลีใต้ได้รับแรงหนุนจากบริษัทเทคโนโลยีที่มีผลประกอบการเติบโตตามความต้องการของอุตสาหกรรม AI ทั่วโลก
Memory Chip หัวใจสำคัญของ AI และ Data Center
นายธนโชติ มองว่า ทั้งสองธีมยังมีโอกาสเติบโตต่อในช่วงครึ่งปีหลัง โดยเฉพาะการลงทุนที่สามารถสร้างกระแสรายได้จากเงินปันผล หรือมีโครงสร้างผลตอบแทนที่สูงกว่าการลงทุนทั่วไป รวมถึงกลุ่มเทคโนโลยีที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานของ AI ซึ่งยังมีความต้องการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง หนึ่งในกลุ่มที่ MFC ให้ความสนใจเป็นพิเศษคือธุรกิจ Memory Chip หรือชิปหน่วยความจำ ซึ่งถือเป็นองค์ประกอบสำคัญของโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI และศูนย์ข้อมูล หรือ Data Center ในยุคดิจิทัล
นายธนโชติ อธิบายว่า ปัจจุบัน AI กลายเป็นเทคโนโลยีที่ถูกนำมาใช้ในชีวิตประจำวันและภาคธุรกิจในหลายด้าน เนื่องจากช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน ลดต้นทุน และสร้างโอกาสในการเพิ่มรายได้ ทำให้องค์กรต่าง ๆ พร้อมลงทุนในเทคโนโลยีดังกล่าวมากขึ้น การพัฒนา AI จำเป็นต้องอาศัยกำลังประมวลผลจำนวนมาก ส่งผลให้ความต้องการใช้ Data Center เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ Data Center ไม่ได้ต้องการเพียงหน่วยประมวลผลหรือ GPU เท่านั้น แต่ยังต้องพึ่งพาชิปหน่วยความจำประสิทธิภาพสูง ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการจัดเก็บและส่งผ่านข้อมูลให้ระบบ AI ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ผู้ผลิต Memory Chip รายใหญ่ได้ประโยชน์จากความต้องการที่เพิ่มขึ้น
นายธนโชติ บอกด้วยว่า ปัจจุบันตลาดชิปหน่วยความจำประสิทธิภาพสูง โดยเฉพาะ Memory สำหรับเซิร์ฟเวอร์และ Data Center มีผู้ผลิตรายใหญ่เพียงไม่กี่ราย ได้แก่ SK Hynix และ Samsung จากเกาหลีใต้ รวมถึง Micron จากสหรัฐฯ ส่งผลให้ในภาวะที่ความต้องการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ขณะที่กำลังการผลิตยังมีจำกัด บริษัทเหล่านี้สามารถปรับราคาสินค้าได้ และสะท้อนออกมาเป็นการเติบโตของกำไรและราคาหุ้น
MFC มองโอกาสเติบโตของ Memory Chip ยังมีอีกมาก
MFC จึงมองว่า ความต้องการลงทุนใน Data Center ยังมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง เนื่องจากการพัฒนา AI ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น และบริษัทเทคโนโลยีทั่วโลกยังเดินหน้าขยายโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการใช้งานในอนาคต ทำให้ธุรกิจ Memory Chip ยังมีโอกาสเติบโตได้อีกมาก
ฟองสบู่ AI ยังไม่น่ากังวลในกลุ่ม Hardware
ส่วนความกังวลเรื่องฟองสบู่ในอุตสาหกรรม AI นายธนโชติ ระบุว่า ต้องพิจารณาเป็นรายกลุ่มธุรกิจ โดยเฉพาะกลุ่ม Hardware อย่าง Memory Chip ที่ปัจจุบันราคาหุ้นยังได้รับการสนับสนุนจากผลประกอบการที่เติบโตจริง โดยมองว่า ฟองสบู่จะเกิดขึ้นเมื่อราคาสินทรัพย์ปรับตัวขึ้นเร็วกว่าปัจจัยพื้นฐาน แต่ในกรณีของผู้ผลิตชิปหน่วยความจำ ผลกำไรต่อหุ้น (EPS) และผลประกอบการยังเติบโตอย่างต่อเนื่อง จึงยังไม่เห็นสัญญาณชัดเจนของภาวะฟองสบู่ในกลุ่มดังกล่าว อย่างไรก็ตาม นักลงทุนควรระมัดระวังในบางกลุ่มของธุรกิจซอฟต์แวร์ AI ที่มูลค่าหุ้นอาจปรับตัวสูงเกินกว่าการเติบโตของรายได้หรือผลประกอบการ โดยควรพิจารณาความเสี่ยงและปัจจัยพื้นฐานประกอบการลงทุนอย่างรอบคอบ
SpaceX ยังต้องติดตามผลกระทบจาก Lock-up
สำหรับมุมมองต่อ SpaceX นายธนโชติ ระบุว่า ในระยะสั้นยังต้องติดตามผลกระทบจากการสิ้นสุดช่วง Lock-up ของนักลงทุนก่อนการเข้าจดทะเบียน ซึ่งอาจทำให้มีแรงขายหุ้นออกมาในช่วง 6 เดือนแรกหลัง IPO และกลายเป็นปัจจัยกดดันราคาหุ้นได้ อย่างไรก็ตาม ในระยะยาวยังขึ้นอยู่กับทิศทางธุรกิจและกลยุทธ์การเติบโตของบริษัท รวมถึงบทบาทของ Elon Musk ในการขยายธุรกิจใหม่ๆ โดยเฉพาะการเชื่อมโยงเทคโนโลยีอวกาศ AI และธุรกิจในเครือ ซึ่งยังเป็นประเด็นที่นักลงทุนทั่วโลกจับตาอย่างใกล้ชิด
ปัจจัยขับเคลื่อนและความเสี่ยงครึ่งปีหลัง
ส่วนปัจจัยสำคัญที่ขับเคลื่อนการลงทุนทั่วโลกในช่วงครึ่งปีหลัง MFC มองว่า ยังคงเป็นเรื่องของผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน โดยเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยีที่ได้รับประโยชน์จาก AI และบริษัทที่สามารถสร้างกระแสเงินสดหรือจ่ายเงินปันผลได้อย่างแข็งแกร่ง ขณะที่ความเสี่ยงสำคัญยังคงเป็นระดับมูลค่าหุ้นที่อยู่ในเกณฑ์สูง ซึ่งอาจได้รับผลกระทบหากธนาคารกลางสหรัฐ หรือ Fed มีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยมากกว่าที่ตลาดคาดการณ์ รวมถึงความไม่แน่นอนจากสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังไม่จบ ซึ่งอาจส่งผลต่อราคาพลังงาน เงินเฟ้อ และต้นทุนการดำเนินธุรกิจทั่วโลก
จัดพอร์ตลงทุนสมดุล แนะกัน 5-10% สำหรับธีมเติบโตสูง
สำหรับการจัดพอร์ตลงทุนในช่วงครึ่งปีหลัง นายธนโชติ แนะนำให้นักลงทุนแบ่งสัดส่วนการลงทุนอย่างสมดุล โดยกันเงินประมาณ 5-10% ของพอร์ตไว้สำหรับธีมการลงทุนที่มีศักยภาพเติบโตสูง เช่น AI และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง ขณะที่สัดส่วนหลักของพอร์ตควรอยู่ในสินทรัพย์ที่มีความมั่นคง เช่น ตราสารหนี้หรือบริษัทที่มีฐานะการเงินแข็งแรง สามารถรับมือกับภาวะเศรษฐกิจผันผวนได้ ส่วนอีกส่วนหนึ่งอาจลงทุนในสินทรัพย์ที่สร้างกระแสรายได้สม่ำเสมอ เช่น หุ้นปันผล หุ้นขนาดใหญ่ หรือกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ ที่ได้รับประโยชน์จากเมกะเทรนด์ใหม่อย่าง Data Center โดย MFC เชื่อว่าการกระจายการลงทุนระหว่างสินทรัพย์ที่มั่นคง สินทรัพย์สร้างรายได้ และสินทรัพย์เติบโต จะช่วยให้นักลงทุนสามารถรับมือกับความผันผวนของตลาดและสร้างโอกาสรับผลตอบแทนได้ในระยะยาว
ทองคำยังลงทุนได้ แต่ควรมีสัดส่วนไม่เกิน 5%
ส่วนทิศทางของทองคำในช่วงครึ่งปีหลัง มองว่า ในระยะยาวยังสามารถลงทุนได้ แต่ต้องยอมรับว่าในช่วงที่ผ่านมาราคาขยับตัวค่อนข้างสูง และแนะนำว่าควรมีทองคำในพอร์ตการลงทุนที่ประมาณ 5% ทั้งนี้ต้องแล้วแต่มุมมองของนักลงทุนแต่ละคนด้วย
ตลาดหุ้นไทยมีโอกาสแตะ 1,600 จุด
ขณะที่มุมมองต่อตลาดหุ้นไทยในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 นายเชาวน์กร โชติบัณฑ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการและหัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน MFC มองว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทยยังมีแนวโน้มขยายตัวได้ราว 1.9-2% โดยได้รับแรงหนุนจากการลงทุนภาคเอกชน โดยเฉพาะโครงการด้านดิจิทัลและ Data Center ที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI ซึ่งมีมูลค่ารวมระดับหลายแสนล้านบาท และจะเป็นปัจจัยสำคัญต่อการขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะต่อไป นอกจากนี้ ตลาดหุ้นไทยยังได้รับแรงสนับสนุนจากกระแสเงินทุนต่างชาติที่เริ่มกลับเข้ามาลงทุน หลังจากก่อนหน้านี้มีการขายสุทธิต่อเนื่องหลายปี ประกอบกับเสถียรภาพทางการเมืองที่ช่วยสร้างความเชื่อมั่นต่อการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของภาครัฐ แม้ในช่วงไตรมาส 2 จะได้รับแรงกดดันจากสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น แต่คาดว่าภาพรวมเศรษฐกิจและตลาดทุนจะทยอยฟื้นตัวดีขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง
เป้าหมายดัชนี SET ที่ 1,600 จุด
ทั้งนี้ MFC ประเมินเป้าหมายดัชนีตลาดหุ้นไทยปี 2569 ที่ระดับ 1,600 จุด โดยมองว่าอัตราการปรับตัวขึ้นของดัชนีในระยะสั้นอาจมีไม่มากนัก แต่ยังมีโอกาสสร้างผลตอบแทนจากการเลือกลงทุนรายกลุ่ม โดยเฉพาะหุ้นที่เกี่ยวข้องกับเมกะเทรนด์ AI และ Data Center รวมถึงกลุ่มนิคมอุตสาหกรรม สาธารณูปโภค การท่องเที่ยว ค้าปลีก และหุ้นธนาคารที่ยังมีจุดเด่นด้านเงินปันผล อย่างไรก็ตาม หากมีปัจจัยบวกเพิ่มเติมจากเม็ดเงินลงทุนต่างชาติหรือการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่เข้ามามากกว่าคาด ก็อาจเป็นแรงหนุนต่อผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนและสร้างโอกาสให้ตลาดหุ้นไทยปรับตัวได้ดีกว่าที่ประเมินไว้ ขณะที่กรอบความเสี่ยงด้านลบของดัชนียังถูกมองว่าจำกัด โดยมีแนวรับสำคัญอยู่ในช่วง 1,400-1,500 จุด



