นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ที่ระดับ 32.97 บาทต่อดอลลาร์ อ่อนค่าลงเล็กน้อยจากระดับปิดก่อนหน้าที่ 32.90 บาทต่อดอลลาร์ โดยในช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาทพลิกกลับมาอ่อนค่าอีกครั้ง แม้จะมีจังหวะแข็งค่าขึ้นทดสอบโซน 32.85 บาทต่อดอลลาร์ ตามรายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ของสหรัฐฯ เดือนพฤษภาคมที่ปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 4.2% ตามคาด ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน Core CPI อยู่ที่ 2.9% ตามคาดเช่นกัน
รายละเอียดเงินเฟ้อไม่ทำให้กังวล แต่สงครามกลับมากดดัน
อย่างไรก็ตาม รายละเอียดของรายงานอัตราเงินเฟ้อไม่ได้ทำให้ผู้เล่นในตลาดกังวลต่อแนวโน้มเงินเฟ้อและความเสี่ยงที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จำเป็นต้องเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยมากนัก ส่งผลให้บรรดาผู้เล่นในตลาดปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของเฟดลงบ้าง ก่อนที่ภาพทุกอย่างจะเปลี่ยนไปหลังสถานการณ์การสู้รบระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านทวีความร้อนแรงมากขึ้น จนทำให้ผู้เล่นในตลาดกังวลว่าสงครามอาจยืดเยื้อกว่าคาดและมีโอกาสทวีความรุนแรงมากขึ้นในระยะสั้น ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพลิกกลับมาปรับตัวสูงขึ้น พร้อมกับการปรับตัวขึ้นของทั้งเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ขณะเดียวกันผู้เล่นในตลาดกลับมาปรับเพิ่มโอกาสที่เฟดจะเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ย สร้างแรงกดดันให้ราคาทองคำปรับตัวลดลงต่อเนื่องเข้าใกล้โซน 4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงเข้าใกล้โซนแนวต้านสำคัญ 33.00 บาทต่อดอลลาร์
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดรับความเสี่ยง
บรรยากาศในฝั่งตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงอยู่ในภาวะปิดรับความเสี่ยง แม้รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI จะช่วยให้ผู้เล่นในตลาดคลายกังวลแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของเฟดลงบ้าง แต่สถานการณ์การสู้รบระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่กลับมาร้อนแรงอีกครั้งทำให้ผู้เล่นในตลาดเลือกที่จะลดความเสี่ยงลงชัดเจน สะท้อนผ่านแรงขายบรรดาหุ้นเทคฯ โดยเฉพาะหุ้นธีม AI/Semiconductor ที่ปรับตัวขึ้นได้ร้อนแรงในปีนี้ อาทิ Nvidia -3.7% ส่งผลให้โดยรวมดัชนี S&P500 ปิดตลาด -1.62% ส่วนดัชนีหุ้นเทคฯ Nasdaq ดิ่งลง -1.98%
ตลาดบอนด์ผันผวนตามสถานการณ์ตะวันออกกลาง
ในส่วนตลาดบอนด์ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ เคลื่อนไหวผันผวน แม้จะย่อตัวลงบ้างหลังตลาดรับรู้รายงานข้อมูลอัตราเงินเฟ้อ CPI ที่ออกมาตามคาด แต่ความกังวลต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่กลับมาร้อนแรงอีกครั้งได้กดดันให้บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ทยอยปรับตัวสูงขึ้นสู่โซน 4.57% โดยการเคลื่อนไหวของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ สอดคล้องกับมุมมองของเราที่ยังคงประเมินว่าบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ เสี่ยงเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลางและรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่จะส่งผลต่อมุมมองของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟด
ตลาดค่าเงิน: ดอลลาร์แข็งค่าจากความกังวลสงคราม
ทางด้านตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์ทยอยแข็งค่าขึ้นตามความกังวลต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลางและบรรยากาศปิดรับความเสี่ยงของตลาดการเงินโดยรวม แม้จะย่อตัวลงในช่วงหลังตลาดรับรู้รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ที่ออกมาตามคาด นอกจากนี้ การแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ถูกชะลอลงบ้างจากความกังวลของผู้เล่นในตลาดต่อแนวโน้มการเข้าแทรกแซงค่าเงินเยนญี่ปุ่น หลังเงินเยนญี่ปุ่นทยอยอ่อนค่าลงสู่ระดับ 160.50 เยนต่อดอลลาร์อีกครั้ง ส่งผลให้โดยรวมดัชนีเงินดอลลาร์ปรับตัวขึ้นเข้าใกล้โซน 100 จุดอีกครั้ง โดยดัชนีเงินดอลลาร์แกว่งตัวแถวโซน 99.7-100.2 จุด
ราคาทองคำถูกกดดันจากดอลลาร์แข็งและบอนด์ยีลด์สูง
ในส่วนของราคาทองคำ รายงานอัตราเงินเฟ้อ CPI ที่ออกมาตามคาดยังคงไม่สามารถช่วยพลิกฟื้นราคาทองคำได้อย่างต่อเนื่อง หลังสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ทวีความร้อนแรงมากขึ้นและการปรับตัวขึ้นของเงินดอลลาร์และบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ยังคงสร้างแรงกดดันต่อราคาทองคำ ส่งผลให้ราคาทองคำทยอยปรับตัวลดลงต่อเนื่องเข้าใกล้โซน 4,050 ดอลลาร์ต่อออนซ์
ปัจจัยที่ต้องติดตามในระยะสั้น
สำหรับในช่วง 24 ชั่วโมงหลังจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอประเมินแนวโน้มเงินเฟ้อสหรัฐฯ ผ่านรายงานดัชนีราคาผู้ผลิต PPI เดือนพฤษภาคม พร้อมทั้งรอติดตามรายงานยอดผู้ขอรับสวัสดิการการว่างงาน เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของเฟด โดยล่าสุดผู้เล่นในตลาดยังคงมั่นใจเกิน 100% ว่าเฟดจะสามารถขึ้นดอกเบี้ยได้ 1 ครั้งในปีนี้
แนวโน้มค่าเงินบาท: เสี่ยงผันผวนสองทิศทาง
สำหรับแนวโน้มของค่าเงินบาท เราคงมุมมองเดิมว่าเงินบาทเสี่ยงเผชิญความผันผวนสองทิศทางในระยะสั้น ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่มีความไม่แน่นอนสูง ทำให้ผู้เล่นในตลาดควรใช้กลยุทธ์ในการป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะกลยุทธ์ Options ที่จะช่วยเสริมประสิทธิภาพในการบริหารความเสี่ยงจากค่าเงินได้เป็นอย่างดีในสภาวะที่ตลาดเผชิญความไม่แน่นอนสูง
เรามองว่าผู้เล่นในตลาดได้คลายกังวลต่อแนวโน้มดอกเบี้ยเฟดจากปัจจัยข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ลงบ้าง หลังอัตราเงินเฟ้อ CPI ออกมาตามคาด และในส่วนของรายละเอียด เช่น Inflation Breadth ยังคงสะท้อนภาพการปรับตัวขึ้นของราคาสินค้าและบริการในกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากราคาพลังงานและต้นทุนที่สูงขึ้นเป็นสำคัญ รวมถึงธีม AI Boom แต่ยังไม่ได้สะท้อนถึงการเร่งตัวขึ้นของราคาสินค้าและบริการเป็นวงกว้าง ทำให้บรรดาผู้เล่นในตลาดคลายกังวลต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยของเฟดลงบ้าง
ทว่าปัจจัยที่กลับมากดดันตลาดล่าสุดคือสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่ทวีความร้อนแรงมากขึ้น ดังจะเห็นได้จากการทยอยปรับตัวขึ้นต่อเนื่องของราคาน้ำมันดิบในช่วงคืนที่ผ่านมา ทำให้เราประเมินว่าหากสถานการณ์ในตะวันออกกลางยังคงมีความตึงเครียดอยู่ เงินบาทเสี่ยงเผชิญแรงกดดันอ่อนค่าลงบ้างและสามารถอ่อนค่าทดสอบหรือทะลุโซนแนวต้านสำคัญได้ โดยเฉพาะในกรณีที่สถานการณ์ทวีความรุนแรงมากขึ้น เช่น สหรัฐฯ โจมตีอิหร่านอย่างหนักหน่วงและรุนแรงขึ้น ขณะเดียวกันอิหร่านได้ทำการตอบโต้ที่รุนแรงเช่นกัน แต่จุดที่ต้องจับตาใกล้ชิดคือทั้งสองฝ่ายมีการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ทั้งในส่วนของน้ำมัน แก๊สธรรมชาติ และไฟฟ้าหรือไม่ เพราะหากโครงสร้างพื้นฐานพลังงานเกิดความเสียหายรุนแรง อาจยิ่งหนุนให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้นกลับไปเหนือโซน 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลได้อีกครั้ง และยิ่งสร้างแรงกดดันต่อเงินบาทผ่านการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ ที่อาจมาพร้อมกับการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ และการปรับตัวลงของราคาทองคำ รวมถึงปัจจัยพื้นฐานของไทยที่จะด้อยลงจากการขาดดุลการค้ามากขึ้น
อย่างไรก็ดี เรามองว่าเงินบาทยังคงเผชิญความเสี่ยงผันผวนสองทิศทางและพร้อมเคลื่อนไหวได้ทั้งสองทิศทาง โดยหากสถานการณ์ในตะวันออกกลางพลิกกลับมาคลี่คลายลง หรือเห็นสัญญาณการกลับมาเจรจาหยุดยิงอีกครั้ง อาจทำให้เงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นได้เร็วในระยะสั้น ซึ่งต้องจับตาทิศทางการเคลื่อนไหวของราคาน้ำมันดิบที่จะเป็นปัจจัยสะท้อนภาพดังกล่าวได้ ทว่า หากเงินบาทพลิกกลับมาแข็งค่าขึ้นบ้างจากสถานการณ์ที่เริ่มลดความร้อนแรงลง แต่ในฝั่งข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังคงแข็งแกร่ง เรามองว่าผู้เล่นในตลาดจะไม่ปรับลดความคาดหวังต่อแนวโน้มการขึ้นดอกเบี้ยมากนัก จนกว่าจะมั่นใจต่อการเจรจาหยุดยิงและเห็นสัญญาการเปิดช่องแคบ Hormuz ทำให้การแข็งค่าขึ้นของเงินบาทจะเป็นไปอย่างจำกัด โดยโซนแนวรับของเงินบาทจะอยู่ในช่วง 32.75-32.85 บาทต่อดอลลาร์ โดยมีแนวรับถัดไปในช่วง 32.50 บาทต่อดอลลาร์
"มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.80-33.10 บาทต่อดอลลาร์"
มุมมองจากทีทีบี
ขณะที่ฝ่ายธุรกิจตลาดเงินและธุรกรรมระหว่างประเทศ ทีทีบี เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเช้านี้เปิดตลาด 32.95 บาทต่อดอลลาร์ อ่อนค่าเทียบกับราคาปิดตลาดเมื่อวานนี้ที่ระดับ 32.93 บาทต่อดอลลาร์ ดอลลาร์แข็งค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก หลังมีสัญญาณบ่งชี้ว่าสถานการณ์ตึงเครียดระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่านได้ทวีความรุนแรงมากขึ้น และส่งผลให้นักลงทุนเข้าซื้อดอลลาร์ในฐานะสกุลเงินปลอดภัย
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ กล่าวในวันพุธว่า สหรัฐฯ จะโจมตีอิหร่านอย่างหนักอีกครั้ง เพื่อเพิ่มแรงกดดันให้อิหร่านยอมรับข้อตกลงสันติภาพที่สหรัฐฯ ยื่นเสนอ นอกจากนี้ ปธน.ทรัมป์กล่าวว่าเขาอาจสั่งให้กองทัพสหรัฐฯ โจมตีโรงไฟฟ้าและสะพานของอิหร่านอีกระลอก เนื่องจากอิหร่านใช้เวลานานเกินไปในการบรรลุข้อตกลง
นอกจากนี้ ดอลลาร์ยังได้ปัจจัยหนุนจากกระแสคาดการณ์ที่ว่าเฟดอาจจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีนี้ หลังตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรออกมาสูงเกินคาด และล่าสุดได้มีการเปิดเผยดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) พุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 3 ปี
รายละเอียดข้อมูลเงินเฟ้อสหรัฐฯ
กระทรวงแรงงานสหรัฐฯ เปิดเผยว่า ดัชนี CPI ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่สำคัญ พุ่งขึ้น 4.2% ในเดือนพฤษภาคม เมื่อเทียบรายปี ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนเมษายน 2566 หลังจากที่เพิ่มขึ้น 3.8% ในเดือนเมษายน ส่วนดัชนี CPI พื้นฐาน (Core CPI) ซึ่งไม่นับรวมหมวดอาหารและพลังงาน ปรับตัวขึ้น 2.9% ในเดือนพฤษภาคม เมื่อเทียบรายปี หลังจากที่เพิ่มขึ้น 2.8% ในเดือนเมษายน
การประชุมเฟดที่กำลังจะมาถึง
ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อยู่ในช่วงงดเว้นการแสดงความเห็นเกี่ยวกับนโยบายการเงิน ก่อนที่เฟดจะจัดการประชุมกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) ในวันที่ 16-17 มิถุนายน ทั้งนี้ นายเควิน วอร์ช จะทำหน้าที่ประธานการประชุม FOMC เป็นครั้งแรกในการประชุมครั้งนี้ และจะมีการแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนหลังเสร็จสิ้นการประชุม โดยนายวอร์ชจะชี้แจงเหตุผลของเฟดในการตัดสินใจกำหนดอัตราดอกเบี้ยในการประชุมครั้งนี้ พร้อมทั้งส่งสัญญาณถึงทิศทางการดำเนินนโยบายการเงินของเฟดในปีนี้
FedWatch Tool ของ CME Group บ่งชี้ว่า นักลงทุนให้น้ำหนัก 98.2% ที่เฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 3.50-3.75% ในการประชุมวันที่ 16-17 มิถุนายน และให้น้ำหนักเกือบ 70% ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างน้อย 0.25% สู่ระดับ 3.75-4.00% ในการประชุมเดือนธันวาคม
จับตาการเปิดเผยดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ของสหรัฐฯ ในวันนี้ เพื่อประเมินแนวโน้มเงินเฟ้อและทิศทางอัตราดอกเบี้ยของเฟด
กรอบค่าเงินวันนี้และกลยุทธ์แนะนำ
- USD/THB 32.80 - 33.10 แนะนำ ทยอยซื้อที่ 32.80 /ขาย 33.10
- EUR/THB 37.80 - 38.20 แนะนำ ซื้อที่ 37.80 /ขาย 38.20
- JPY/THB 0.2030 - 0.2070 แนะนำ ซื้อที่ 0.2030 /ขาย 0.2070



