คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในการประชุมครั้งที่ 4 ของปี 2569 เมื่อวันที่ 16 เมษายน 2569 มีมติเป็นเอกฉันท์ให้คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 2.25% ต่อปี โดยประเมินว่าเศรษฐกิจไทยยังคงฟื้นตัวได้ช้า และมีความไม่แน่นอนสูงจากปัจจัยทั้งภายในและภายนอกประเทศ
เหตุผลที่คงดอกเบี้ย
นางสาวสุวรรณี คำมีสุข เลขานุการ กนง. เปิดเผยว่า คณะกรรมการฯ เห็นว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายในปัจจุบันยังอยู่ในระดับที่เหมาะสมต่อการสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะในระยะที่การบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนยังไม่แข็งแรงนัก ขณะที่อัตราเงินเฟ้อทั่วไปยังอยู่ในกรอบเป้าหมาย
ทั้งนี้ กนง. ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2569 มีแนวโน้มขยายตัวได้ประมาณ 2.5-3.0% ต่ำกว่าศักยภาพในระยะยาว ซึ่งสะท้อนถึงความเปราะบางของเศรษฐกิจที่ยังต้องการแรงกระตุ้นจากนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายอย่างต่อเนื่อง
ปัจจัยที่ต้องจับตา
กนง. ระบุว่า ยังมีปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ได้แก่ ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะนโยบายการค้าของสหรัฐฯ และจีนที่อาจส่งผลกระทบต่อการส่งออกของไทย รวมถึงสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงยืดเยื้อ นอกจากนี้ หนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูงยังเป็นข้อจำกัดต่อการบริโภคของภาคประชาชน
นางสาวสุวรรณี กล่าวเพิ่มเติมว่า "คณะกรรมการฯ พร้อมที่จะปรับเปลี่ยนนโยบายการเงินหากภาวะเศรษฐกิจเปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะหากเศรษฐกิจฟื้นตัวชัดเจนหรือเผชิญความเสี่ยงที่รุนแรง"
ผลกระทบต่อประชาชน
การคงดอกเบี้ยนโยบายที่ 2.25% ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ของธนาคารพาณิชย์ยังคงทรงตัวในระดับสูง ซึ่งเป็นภาระต่อผู้กู้สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยและธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ขณะที่ผู้ฝากเงินยังได้รับผลตอบแทนที่ต่ำ เนื่องจากดอกเบี้ยเงินฝากยังไม่สูงขึ้นตามนโยบาย
สำหรับทิศทางดอกเบี้ยในอนาคต กนง. ยังคงยึดหลักการพึ่งพาข้อมูล (data-dependent) โดยจะพิจารณาจากแนวโน้มเศรษฐกิจ อัตราเงินเฟ้อ และเสถียรภาพระบบการเงิน ซึ่งอาจนำไปสู่การปรับลดดอกเบี้ยในอนาคตหากเศรษฐกิจฟื้นตัวช้ากว่าคาด



