ธปท. เผย พ.ค. เศรษฐกิจทรงตัว แต่ มิ.ย. ชะลอตัว กังวลท่องเที่ยว-SME
ธปท. เผย พ.ค. เศรษฐกิจทรงตัว แต่ มิ.ย. ชะลอตัว กังวลท่องเที่ยว-SME

นางสาวปราณี สุทธศรี ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายเศรษฐกิจมหภาค ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยภาวะเศรษฐกิจและการเงินเดือนพฤษภาคม 2569 ว่า ทรงตัวจากเดือนก่อน โดยรายรับภาคท่องเที่ยวโดยรวมเพิ่มขึ้นตามจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติ จากกลุ่มตลาดระยะไกลที่ฟื้นตัว ประกอบกับจีนและมาเลเซียที่มีวันหยุดยาว โดยในเดือนพ.ค. มีจำนวนนักท่องเที่ยว 2.3 ล้านคน เพิ่มขึ้น 7.5% จากเดือนก่อน ขณะที่จำนวนนักท่องเที่ยวสะสมตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. - 20 มิ.ย. 2569 มีจำนวน 15.4 ล้านคน

แนวโน้มการท่องเที่ยวถูกกดดันจากต้นทุนสูง

อย่างไรก็ตาม เมื่อมองไปในระยะข้างหน้า แนวโน้มของการท่องเที่ยวยังคงถูกกดดันจากต้นทุนน้ำมันเครื่องบินที่สูงขึ้น ค่าตั๋วโดยสารที่แพงขึ้น และเศรษฐกิจในหลายประเทศยังไม่ฟื้นตัวกลับมา แต่ประเมินว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจะกลับมาฟื้นตัวในช่วงไฮซีซั่นของไทยช่วงปลายปี ซึ่งคาดว่าจะมีส่วนช่วยหนุนเศรษฐกิจในระยะสั้น

การส่งออกขยายตัวลดลง แต่ยังมีแนวโน้มดี

ส่วนการส่งออกสินค้าในเดือน พ.ค. ขยายตัว 9.8% แต่ลดลงจาก 23.2% ในเดือนเม.ย. จากการส่งออกชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องประดับ ส่วนในระยะข้างหน้า การส่งออกของไทยยังมีแนวโน้มที่ขยายตัวได้ต่อเนื่องตามการขยายตัวของการส่งออกสินค้าเทคโนโลยีและ AI สำหรับการส่งออกเครื่องปรับอากาศไปยังยุโรปท่ามกลางสถานการณ์คลื่นความร้อนนั้น แม้ข้อมูลในเดือนพ.ค. จะเห็นการส่งออกเพิ่มขึ้น แต่ยังไม่ถึงระดับที่เร่งตัวมากนัก เนื่องจากตลาดหลักยังคงเป็นสหรัฐอเมริกา และในยุโรปเองไม่ได้มีนโยบายสนับสนุนให้ติดตั้งเครื่องปรับอากาศ ซึ่ง ธปท. กำลังจับตาดูคำสั่งซื้ออย่างใกล้ชิด

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

อุปสงค์ในประเทศปรับดีขึ้นจากรถยนต์ไฟฟ้า

ด้านอุปสงค์ในประเทศ ธปท. ระบุว่า ปรับดีขึ้น จากการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนตามยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าเป็นหลัก ส่วนหนึ่งสะท้อนการปรับตัวของผู้บริโภคไปใช้รถยนต์ไฟฟ้ามากขึ้นในช่วงที่ราคาน้ำมันในประเทศอยู่ในระดับสูง ขณะที่การบริโภคและการลงทุนในหมวดอื่นๆ ทรงตัว ด้านการใช้จ่ายภาครัฐขยายตัวเทียบกับระยะเดียวกันปีก่อน จากทั้งรายจ่ายประจำและรายจ่ายลงทุนของรัฐบาลกลาง ส่วนเศรษฐกิจด้านอุปทานทรงตัว โดยการผลิตภาคอุตสาหกรรมปรับลดลงสอดคล้องกับการส่งออกสินค้า ขณะที่ภาคบริการทรงตัว

เงินเฟ้อทั่วไปทรงตัวระดับสูง

นอกจากนี้ ธปท. ยังระบุว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไปทรงตัวในระดับสูงที่ 2.79% ซึ่งใกล้เคียงกับเดือนก่อนที่อัตราเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ที่ 2.89% จากหมวดพลังงานที่ลดลงเล็กน้อยตามราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก แต่ยังอยู่ในระดับสูงเนื่องจากยังมีการจัดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้น ประกอบกับราคาอาหารสดปรับลดลงจากราคาเนื้อสัตว์และไข่ไก่ สำหรับอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานเพิ่มขึ้นเล็กน้อยที่ 0.92% จากเดือนก่อนหน้าที่ 0.83% เนื่องจากผู้ประกอบการยังทยอยส่งผ่านต้นทุนที่สูงไปในสินค้าบางหมวด แต่ยังไม่เห็นสัญญาณการปรับขึ้นราคากระจายตัวเป็นวงกว้าง

ตลาดแรงงานทรงตัว แต่เริ่มใช้ระบบอัตโนมัติ

สำหรับตลาดแรงงานโดยรวมทรงตัว แต่เริ่มเห็นการนำระบบอัตโนมัติมาใช้แทนแรงงานคน อย่างไรก็ตาม ธปท. ระบุว่ากระบวนการดังกล่าวเกิดขึ้นมาเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้วและเป็นการทยอยปรับเปลี่ยน ไม่ได้คาดการณ์ว่าจะเกิดการเลิกจ้างจำนวนมากแบบฉับพลัน ทั้งนี้ สิ่งที่ควรดำเนินการ คือ การปรับทักษะแรงงานให้สามารถทำงานร่วมกับเทคโนโลยีใหม่เพื่อเพิ่มรายได้และประสิทธิภาพของแรงงาน แทนการกังวลเรื่องการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างอย่างกระทันหัน

ดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุลลดลง

ด้านดุลบัญชีเดินสะพัด ในเดือนพ.ค. ขาดดุล 6.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่ปรับตัวดีขึ้นจากเดือนก่อนหน้าที่ขาดดุล 7.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยมีปัจจัยสนับสนุนสำคัญจากดุลการค้าที่ขาดดุลลดลงเหลือ 2.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ จากเดือนก่อนหน้าที่ขาดดุล 6.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยการขาดดุลที่ลดลงเป็นผลมาจากดุลพลังงานที่ขาดดุลน้อยลงตามปริมาณการนำเข้าน้ำมันที่ปรับลดลง หลังจากเร่งนำเข้าในช่วงเดือนก่อนหน้า ประกอบกับการนำเข้าชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่ชะลอตัวลง อย่างไรก็ตาม ดุลบัญชีเดินสะพัดในเดือนนี้ยังได้รับแรงกดดันจากรอบการส่งกลับกำไรและเงินปันผลตามฤดูกาล 3.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งส่งผลให้ดุลรายได้ เงินโอน และเงินบริจาคติดลบ

อย่างไรก็ตาม ธปท. คาดว่าช่วงที่เหลือของปีจะปรับตัวดีขึ้น เนื่องจากปริมาณการนำเข้าน้ำมันที่เพียงพอต่อความต้องการและราคาน้ำมันที่มีแนวโน้มลดลงจากสถานการณ์สงครามที่ดีขึ้น ประกอบกับการพ้นฤดูกาลส่งกลับกำไร และการเข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยวในช่วงปลายปี โดยเฉพาะในไตรมาสที่ 4 ซึ่งคาดการณ์ว่าดุลบัญชีเดินสะพัดทั้งปีจะอยู่ในระดับสมดุลหรือติดลบเล็กน้อย ทั้งนี้ ยังต้องติดตามปัจจัยเสี่ยงจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ราคาน้ำมัน และการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวอย่างใกล้ชิด

ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงเล็กน้อย

ส่วนอัตราแลกเปลี่ยน เดือน พ.ค. และ มิ.ย. ค่าเงินปรับตัวอ่อนค่าลงเล็กน้อย โดยปัจจัยหลักมาจากต่างประเทศเป็นสำคัญ คือการแข็งค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐ เนื่องจากนักลงทุนอยู่ในภาวะปิดรับความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนของความขัดแย้งในตะวันออกกลาง รวมถึงการคาดการณ์ของตลาดที่มองว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) มีแนวโน้มดำเนินนโยบายการเงินที่เข้มงวดขึ้น และอาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในช่วงครึ่งหลังของปี ส่งผลให้สกุลเงินต่างๆ อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ

แนวโน้มเศรษฐกิจมิถุนายนชะลอตัว

สำหรับทิศทางเศรษฐกิจไทยในเดือน มิ.ย. 2569 ธปท. ประเมินภาพรวมว่า ยังคงมีทิศทางชะลอตัวจากปัจจัยกดดันด้านการท่องเที่ยวในระยะสั้นที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจในภาพรวมถือว่ายังดีกว่าที่เคยประเมินไว้ก่อนหน้านี้ โดยได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการบริโภคภาคเอกชนที่ได้รับอานิสงส์จากมาตรการ "ไทยช่วยไทยพลัส" ซึ่งช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพ นอกจากนี้ ต้นทุนพลังงานและความกังวลด้านการขาดแคลนวัตถุดิบเริ่มคลี่คลาย สะท้อนผ่านความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจและประชาชนที่ทยอยปรับตัวดีขึ้น

ห่วง SME ต้นทุนสูง-เข้าถึงสินเชื่อยาก

โดย ธปท. ยอมรับว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจยังไม่ทั่วถึง และเป็นห่วงกลุ่มธุรกิจขนาดเล็ก (SME) ในภาคการค้า โรงแรม และการขนส่ง ที่เผชิญปัญหาความสามารถในการแข่งขันลดลง ต้นทุนการผลิตสูงขึ้นจากผลกระทบของสงครามในตะวันออกกลาง และกำลังซื้อในประเทศที่อ่อนแอ ส่งผลให้ธุรกิจเหล่านี้เข้าถึงสินเชื่อได้ยากขึ้นเนื่องจากมีความเสี่ยงด้านเครดิตสูง

ปัจจัยเสี่ยงระยะต่อไป

สำหรับปัจจัยเสี่ยงที่ต้องติดตามในระยะต่อไป ได้แก่ ผลกระทบจากค่าครองชีพและต้นทุนที่สูงขึ้นต่อครัวเรือนและภาคธุรกิจ ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์และนโยบายการค้าสหรัฐ ผลของมาตรการภาครัฐและพัฒนาการของสถานการณ์เอลนีโญ

ภาคอสังหาริมทรัพย์ยังเผชิญปัญหา

นอกจากนี้ ธปท. ยังกล่าวถึงปัญหาในภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ยอดปฏิเสธสินเชื่ออยู่ในระดับสูงและอุปทานคงค้างมีจำนวนมากว่า สาเหตุดังกล่าว มาจากสถาบันการเงินระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อ และเข้มงวดการประเมินความสามารถในการชำระหนี้ของผู้กู้เพิ่มขึ้น เนื่องจากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกและผลกระทบจากสงคราม ทั้งนี้ เพื่อประคับประคองสถานการณ์ ธปท. จึงได้ขยายเวลาผ่อนคลายมาตรการ LTV ออกไปอีก 1 ปี จนถึงวันที่ 30 มิ.ย. 70 และในวันนี้รัฐบาลยังมีมาตรการสนับสนุนการลดค่าธรรมเนียมการโอนและจดจำนอง สำหรับบ้านที่ไม่เกิน 7 ล้านบาท เหลือ 0.01% ต่อไปอีก 1 ปี ซึ่งจะช่วยบรรเทาลงได้บ้าง โดย ธปท. เน้นย้ำว่า การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนคือการเพิ่มรายได้ที่มั่นคงให้กับประชาชนเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการกู้ยืมระยะยาว