วิกฤตเชื่อมั่นอินโดนีเซีย: เศรษฐกิจโต 5.1% แต่เงินทุนไหลออกจากนโยบายรัฐ
วิกฤตเชื่อมั่นอินโดนีเซีย: เศรษฐกิจโต 5.1% แต่เงินทุนไหลออก

วิกฤตที่เกิดขึ้นในอินโดนีเซียในขณะนี้ไม่ได้มีสาเหตุมาจากสงครามหรือปัจจัยภายนอกอื่นๆ แต่กลับเกิดจาก "ความเชื่อมั่น" ที่ลดลงของนักลงทุน ซึ่งเป็นผลพวงจากปัจจัยภายในประเทศเป็นหลัก แม้ว่าเศรษฐกิจอินโดนีเซียจะยังคงขยายตัวได้ประมาณ 5.1% ในปี 2568 ซึ่งสูงกว่าอัตราการเติบโตของไทยที่ 2.4% อย่างมีนัยสำคัญ แต่อัตราเงินเฟ้อยังอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ และสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีก็ยังไม่สูงเมื่อเทียบกับหลายประเทศ แต่สิ่งสำคัญที่ทำให้นักลงทุนขาดความมั่นใจคือทิศทางการดำเนินนโยบายของรัฐบาลหลังการเปลี่ยนผ่านจากรัฐบาลของประธานาธิบดีโจโก วิโดโด ไปสู่รัฐบาลของประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต

นโยบายรัฐบาลใหม่สร้างความกังวลด้านธรรมาภิบาล

ข้อกังวลหลักของนักลงทุนคือแนวทางของรัฐบาลชุดใหม่ที่ให้ภาครัฐเข้ามามีบทบาทในระบบเศรษฐกิจมากขึ้น ผ่านโครงการสวัสดิการ การกำหนดทิศทางอุตสาหกรรม และการลงทุนผ่านกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ (Danantara) แม้ว่านโยบายเหล่านี้มีเป้าหมายเพื่อยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจในระยะยาว แต่กลับสร้างคำถามเกี่ยวกับธรรมาภิบาล ความโปร่งใส และความสามารถในการคาดการณ์นโยบาย โดยเฉพาะความกังวลว่าภาครัฐอาจมีบทบาททั้งในฐานะผู้กำกับดูแลและผู้เล่นในตลาด ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการแข่งขันและการจัดสรรทรัพยากรทางเศรษฐกิจอย่างมีประสิทธิภาพ

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

ฐานะการคลังและความเป็นอิสระของธนาคารกลางถูกจับตา

นักลงทุนยังจับตาความเสี่ยงด้านฐานะการคลัง หลังรัฐบาลเดินหน้ามาตรการใช้งบประมาณจำนวนมาก ทั้งโครงการอาหารกลางวันฟรี การอุดหนุนพลังงาน และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ขณะที่รายได้ภาษีของประเทศยังไม่ได้เพิ่มขึ้นในอัตราเดียวกัน ส่งผลให้ตลาดเริ่มตั้งคำถามถึงความยั่งยืนของวินัยการคลังในระยะยาว นอกจากนี้ ความเป็นอิสระของธนาคารกลางอินโดนีเซีย (Bank Indonesia) ก็ถูกตั้งข้อสังเกต หลังจากภาครัฐขยายบทบาทในการกำหนดกรอบภารกิจของธนาคารกลางให้ครอบคลุมการสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจมากขึ้น ทำให้ตลาดกังวลว่าการดำเนินนโยบายการเงินเพื่อดูแลเงินเฟ้อและเสถียรภาพค่าเงินอาจถูกจำกัด

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

โครงสร้างตลาดทุนและแรงกดดันจาก MSCI ยิ่งซ้ำเติม

ขณะเดียวกัน โครงสร้างตลาดทุนของอินโดนีเซียยังมีข้อจำกัด ทั้งด้านสภาพคล่อง ความโปร่งใส และการเข้าถึงของนักลงทุนต่างชาติ ประกอบกับการที่ MSCI แสดงความกังวลต่อคุณภาพของตลาดทุนและถอดหุ้นอินโดนีเซียบางส่วนออกจากดัชนี ยิ่งซ้ำเติมความเชื่อมั่นของนักลงทุนในช่วงที่เศรษฐกิจโลกเผชิญความไม่แน่นอน ปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้เงินทุนไหลออกจากอินโดนีเซียอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าตัวเลขเศรษฐกิจมหภาคจะยังอยู่ในระดับที่แข็งแกร่งก็ตาม

บทเรียนสำคัญสำหรับประเทศไทย: ความเชื่อมั่นคือกุญแจสำคัญ

วิกฤตของอินโดนีเซียครั้งนี้เป็นตัวอย่างที่สะท้อนให้เห็นว่าปัจจัยภายนอกอาจเป็นเพียงชนวน แต่สิ่งที่ทำให้แรงกระแทกรุนแรงขึ้นคือ "ความเชื่อมั่น" ที่ลดลงจากปัจจัยภายในประเทศ เพราะเมื่อนักลงทุนมองว่าธรรมาภิบาล ความโปร่งใส และความต่อเนื่องของนโยบายมีความเสี่ยง เงินทุนก็พร้อมไหลออก แม้ตัวเลขเศรษฐกิจมหภาคจะยังอยู่ในระดับที่แข็งแกร่งก็ตาม สำหรับประเทศไทย การรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจต้องควบคู่ไปกับการสร้างความเชื่อมั่นของนักลงทุนผ่านหลักธรรมาภิบาล ความโปร่งใส และนโยบายที่มีความต่อเนื่องและคาดการณ์ได้ เพราะในภาวะที่เศรษฐกิจโลกยังเผชิญความไม่แน่นอน ความเชื่อมั่นถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยรองรับแรงกระแทกจากภายนอก และเป็นองค์ประกอบสำคัญในการดึงดูดเงินลงทุนและรักษาเสถียรภาพของตลาดการเงินในระยะยาว